You are currently browsing the category archive for the ‘photo’ category.

ตื่นมานัดน้องคนรู้จักไปหาไรกินกัน (ความจริงคือช่วยพาไปหาอะไรดีๆกินหน่อย ถ้าไม่งั้นจะแดกแต่shake shackจริงๆนะ)
น้องบอกมาเลยพี่ เจอกันที่ Chelsea Market

Chelsea Marketเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่ลงไกด์บุคทุกเล่ม
มันคือตึกเก่าที่เอามาทำให้เป็นfoodcenter
เห็นในเวบก็นึกว่าจะดลาดกว่านี้ ที่ไหนได้มันคือTsutaya ที่มีแต่ของกินนี่เอง

สะอาดสะอ้านแบ่งเป็นโซน มีทั้งอิตาเลียน เมกซิกัน ขนมปัง เค้ก อาหารทะเล
โดยเฉพาะอาหารทะเลนี่น่าจะดังสุด ร้านชื่อ The Lobster Place เห็นมีแต่คนญี่ปุ่นมากิน
ซึ่งเราคิดว่าเก็บไว้หลังๆละกัน ยังเช้าอยู่ (ปรากฎว่าสุดท้ายก็ไม่ได้กิน ซื้อหนังสือจนตังหมด)
คือถ้านึกอะไรไม่ออกมากินข้าวที่นี่ทุกวันแบบไม่ซ้ำยังได้

ฝั่งตรงข้ามChelsea Marketคือตึกgoogle ใหญ่สุดๆ กลางเมืองเลย

เจอน้องแล้วน้องบอกไม่ได้กินที่นี่ค่ะเดินไปอีก อ้าว เขียนแนะนำซะตั้งนาน
เป็นbrunchเก๋ๆ ซึ่งก็อร่อยนะ แต่คุยกันจนจำไม่ได้ว่ามันพิเศษยังไง
เอาเป็นว่าอิ่มท้อง เดินๆไปตามตรอกแถวแมนฮัตตันครั้งแรก ก็เริ่มเห็นภาพเมืองชัดขึ้น ตึกมันจะเก่าๆอยู่เหมือนกัน
มีแต่Graffiti พี่ก็ขยันกันนะ เขียนได้หมดทุกซอยทุกตึก

เอาล่ะ เข้าสู่ความartกันอีกรอบ มันคือตึกnew museumแถวๆBowery
คืองานข้างในน่ะช่างมัน ยังไงเราก็ต้องมาดูตึกSANAAตามประสาติ่ง
พบว่ามันขาววิ้งคอนทราสกับบ้านเมืองแถวนี้เหมือนกันนะ
เพิ่งเคยเห็นหอศิลปที่ติดถนนใหญ่แบบโล่งๆแบบนี้ spaceเหมือนธนาคารในญี่ปุ่น


จ่ายเงินขึ้นไปก็ดูงานไปดูวิวไป ตอนที่ไปดูเป็นงานThe New Museum Triennialพอดี
ฟังดูเหมือนจะดี Triennial เชียวนะ แต่ส่วนใหญ่จะหลอนๆ ไม่ได้ประทับใจอะไร ไม่ได้อ่านด้วยแหละ
(ซึ่งพอใครซักคนในนี้ดังขึ้นมา เราก็จะรู้สึกเปลี่ยนไป ไปตามหาข้อมูลอ่าน ศิลปะก็แบบนี้แล)

งานที่ชอบสุดในตึกนี้น่าจะเป็นของขายในmuseum shopอันนี้

จากnew museum จริงๆก็เดินไปโน่นมานี่ได้หลายทิศทาง ทั้งchina town ที่โครตจะจีน
นึกว่าเดินอยู่ฮ่องกงที่มีนักท่องเที่ยวฝรั่งเยอะแยะ เดินไปอีกก็เป็น little italy ที่อยู่ติดกัน
จากหนังหว่องก็กลายเป็นgodfatherเลย คือเดินทะลุๆๆไปนี่เหมือนเปลี่ยนฉากในละครเวที
ชอบมาก ทั้งกลิ่น สี ตึก ภาษาล้งเล้งของคนแม่งเปลี่ยนปุบปับ สนุกดี

ไม่ไกลจากnew museum มีงานของbanksyอยู่อันนึง
ถ้าดูตามเนตจะเห็นลายแทงทั่วนิวยอร์ค
ตลกดีที่พอเราไปเล็งๆอยู่ว่ามันเส้นไหน ก็มีลุงป้าฝรั่งถือโพยมาเหมือนกัน
พอสบตาก็ถามไป banksy? แล้วก็ได้เจอความจริงเหมือนกันคือโดนบอมทับจนไม่เหลือแล้วจ้า
แต่ก็ตลกดีที่เจอคนตั้งใจมาหาอะไรอย่างนี้เหมือนกัน แก่แล้วซะอีก

จำไม่ได้ว่ามาได้ยังไงอีกแล้วแต่เราก็มาโผล่ที่ตึกofficeของghostbustersแถวๆtribeca
ตอนนี้ถูกใช้เป็นสถานีดับเพลิง มีโลโก้เขียนอยู่ที่พื้นด้วย จบ
คือเขียนแค่นี้แต่จริงๆไปซึ้งเดินไปเดินมาส่องอยู่แถวนั้นนานมาก
จนพนักงานที่ออกมาคุยกันด้านหน้านี่คงจะสงสัยแล้วว่าไอ้โอตากุสองคนนี้มันมาจากยุคไหน
คนอื่นเขามาถ่ายๆแป๊บเดียวเขาก็กลับกันแล้ว


มองไปด้านหลังก็เห็นตึกของ Herzog & de Meuron กำลังสร้างอยู่
จะว่าไปมานี่ก็เห็นตึกโน่นนี่ตลอดเวลา บางทีก็เห็นไกลๆจากซอกตึก
เพราะมันมีแต่ตึกสูงๆบังมุมกันไปมา

อย่างอันนี้เห็นลิบๆ มาระลึกดู นี่มันตึกแรกของ gehryที่เคยเห็นจริงๆกับตาเลยนี่หว่า
แต่ความตื่นเต้นมันใช้ไปบ่อยตอนดูนิทรรศการที่โตเกียวไปแล้ว พอเจอของจริง
เลยเฉยๆ เป็นงั้นไป

มีอีก บันทึกไว้ก่อนมันจะเสร็จ อันนี้ของ ando ยังไม่มีแม้แต่เสา

อะพอ กลับมาหาของกินแถวBowery
Lombardi’s Pizza ข้อมูลง่ายๆคือมันเป็นร้านพิซซ่าร้านแรกในอเมริกา
พอเป็นแบบนี้มันก็มีสองอย่างคืออร่อยคลาสสิคจริงกับร้านเชือดนักท่องเที่ยว
แต่ว่ามากรุงเทพแล้วก็ต้องลองไปกินผัดไทยประตูผีก่อนจะเทียบกับร้านอื่นใช่ไหม

สั่งแบบเบสิคมา

สรุปว่า อร่อยดีไม่โดนหลอก แต่ก็คิดว่าอาจจะมีอร่อยกว่านี้ ต้องหาต่อไป
แต่ว่าฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากกันเท่าไหร่ทางเดินไปสถานี spring st.นั้นมีร้านคุกกี้ที่โครตอร่อยอยู่
ร้านเล็กนิดเดียวมีคุกกี้วางเป็นชั้นๆเป็นดิสเพลหน้าร้าน อันนี้อร่อยจริงๆจนต้องกลับไปซื้ออีกรอบ
หวังว่าถ้าได้ไปอีกทีจะยังไม่เจ๊งไป

ก่อนกลับที่พักลองแวะไปดูโลเกชั่นหนังเรื่อง begin again
เป็นฉากที่น้องคีร่ามาเคลียร์กับอดัมเลอวินในร้าน จริงๆก็ไม่อะไรกับหนังมาก
แต่เห็นว่านีออนหน้าร้านมันสวยดี คนก็รีวิวว่าอาหารโอเค สรุปมาตอนอิ่ม ถ่ายรูปเสร็จก็กลับบ้านดีกว่า

ตื่นมาอย่างงงๆ อา เราอยู่ในบรุคลินหรือนี่ ไม่มีอาการjetlagใดๆแถมตื่นเช้าได้ ดีมาก
ไม่ขึ้นรถละ เดินดีกว่า ออกจากบ้านก็เดินแบบผ่าเมืองไปเลย



อะไรก็สวย

อากาศดี สกปรกนิดหน่อยเลเวลเท่ากรุงเทพชานเมือง
ตอนเช้าๆไม่ค่อยมีคนมาทำอะไร เจอร้านโดนัทดูดี
เออ นี่มันร้านที่เราว่าจะกินอยู่แลัวนี่นา

จัดไปสองแบบ เพิ่งดูlittle forestมา ลองไส้nutellaไปนี่คือร้องไห้
คิดว่าขนมที่ญี่ปุ่นนี่อร่อยแล้วนะ แต่แพ้ออริจินัลหลุดลุ่ยแฮะ โดนัทก็ต้องที่นี่สิ
ร้าน Dough นี่คนนิวยอร์คก็คงจะรู้จักอยู่แล้วเพราะว่ามันดังมาก
หลังจากนี้ไปก็เจอแทบทุกวัน ตามร้านกาแฟหลายๆที่ถึงกับมีป้ายบอกว่า
ร้านเรามีโดนัทที่ส่งจากร้านDoughครับ ไม่ต้องมาถึงนี่ก็มีกินทั่วนิวยอร์ค

ลูกใหญ่ฟูนุ่ม เข้าใจแล้วว่าทำไมอ้วนกัน

เดินมาเป้าหมายแรกคือFort Greene Flea
เขาว่าเก๋นักนะมึง ไหนดูซิ เออว่ะ ญี่ปุ่นลอกที่นี่มานี่หว่า
รู้สึกว่าคนมาซื้อของไปขายโตเกียวคงเยอะมาก ราคาถูกกว่าเยอะด้วย



แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ได้มาแต่การ์ดstar wars รุ่นโบราณ สองพันเยน

มาคิดดูตอนนี้ มันฟันเละเลยนี่หว่า แต่ก็เอาซะหน่อยที่ระลึก

หิวแล้ว แม้ว่าที่Fort Greeneจะมีอาหารน่ากินอยู่นิดๆหน่อยๆ แต่ยูนบอกว่าช้าก่อนอย่าเพิ่งกิน
เพราะว่าที่ต่อไป Smorgasburg Flea Food Market นั้นรวมเอาอาหารเด็ดๆทั้งเมืองมาลงที่นี่
พอไปถึงก็ตาลาย เจ๋งจริงๆ น่ากินไปหมด อากาศก็ดีริมน้ำ มีที่ชมวิว ชีวิตโครตดี
ถ้าไปอยู่คงไปทุกอาทิตย์ พวกร้านในไกด์บุคดังๆก็มาออกร้านที่นี่กันเพียบ มาที่เดียวมีครบ
อาหารญี่ปุ่นก็เยอะ ที่คนต่อคิวเยอะสุดคงเป็นราเมงเบอร์เกอร์ กินโน่นนี่ไปสามสี่ร้าน จุก ดี

หนึ่งในนั้นคือไก่กับวัฟเฟิลราดซอสศรีราชา เห็นที่นี่ร้านอะไรก็ต้องมีศรีราชาวาง

ระหว่างทาง


แถวนั้นก็มีร้านดีๆอยู่เยอะ แต่ก็ไม่ได้เป็นคนช็อปปิ้งอะไรอยู่แล้ว
ร้านที่เข้าไปนานสุดน่าจะเป็น Rough Trade ใหญ่สะใจเป็นโกดัง
ทั้งแผ่นเสียงซีดีหนังสือ สาขาที่เจอมีกระทั่งที่เล่นคอนเสิร์ต เพลินดี
แต่ว่ามันก็จบไปแล้ว ขนาดว่าอยากซื้ออะไรก็ยังไม่ได้ซักอย่าง


อีกร้านคือไอติมชื่อดัง Odd Fellows
อร่อยดีแต่ก็คิดว่าไม่ได้ต่างจากที่โตเกียวมาก
เว้นอย่างนึงคือกินๆอยู่มีพนักงานเอารัมเรซินมาให้ฟรีลูกนึง
เพิ่งเคยกินไอติมที่แรงขนาดนี้ เมาเหล้ากันไปเลย แปลกดี



เห็นป้ายนี้ก็นึกขึ้นมาได้ ปกติร้านพวกนี้ยกมากินเองไม่ต้องทิปก็ได้ จากที่โตเกียวไม่มีการทิปใดๆ
มาที่นี่ก็เลยต้องปรับตัวนิดหน่อย น้องที่รู้จักบอกว่าค่าทิปปกติคือ 15 เปอร์เซนต์ ถ้าบริการดีมากก็20
เราก็ทำตัวดีตามระเบียบนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ทิปเป๊ะๆ15เปอร์เซนต์ตลอดเวลา
มาอ่านอีกทีว่าถ้าจิตแข็งจะน้อยกว่านั้นก็ได้ รอบหน้าจะทำใจก่อนไป

สารภาพว่าจำไม่ได้ว่าทำอะไรต่อ หลังจากเดินWilliamsburgเร็วๆ
ดูในสต็อกรูปถ่ายก็มาโผล่ที่ MOMA PS1แถวQueens
เพราะยังไม่อยากข้ามไปแมนฮัตตัน ดูงานศิลปะเป็นที่แรก ก็อ๊าตๆน่ะ
ชีวิตปลงๆตอนนี้เริ่มจะสนใจของกินมากกว่างานแล้ว


เข้าไปก็มีงานของBjörk’s Stonemilker ในโดมมีคนสวมหัวVRกันอยู่
พอสวมเข้าไปก็จะได้เห็นเจ๊มาเดินร้องเพลงหลอนๆอยู่ในชายหาด แยกร่างอะไรบ้าง
ซึ่งมันก็เจ๋งดี ถ้าเทคโนโลยีมันไปไกลกว่านี้คงน่ากลัว นี่ก็เหมือนเรื่องStrange Daysแล้ว
เพราะก้มหน้าเงยหน้าหันซ้ายหันขวาเห็นโลกนั้นได้หมดเลย

เข้าตึกไปก็มีงานตามห้องต่างๆ ไม่เยอะ เออ ลืมไป มารู้เอาวันหลังว่าถ้าเข้าMOMAใหญ่ก่อน
เราจะได้ตั๋วเข้าMOMA PS1นี่เลยฟรี ฮ่วย เอา 10เหรียญคืนมา

จำงานอื่นไม่ได้แฮะ แต่ที่จำได้คืองานของjames turrell กะว่าน่าจะพีคสุดในตึกนี้ละ
เคยไปดูงานอื่นๆแล้วชอบ ท้องฟ้านิวยอร์ควันนี้อากาศดีด้วย
ขึ้นไปเจอป้ายนี้ จบ แล้วก็เจออะไรอย่างนี้ตลอดทั้งทริป
ก็ไม่ได้เสียดายอะไรนะ ไม่ง้อเฟ้ยกินโดนัทแทนก็ได้

ชักยาว นี่วันที่สองเอง สุดท้ายก็ไปสถานีชื่อเรียกยาก Hoyt–Schermerhorn
มันคือโลเกชั่นถ่ายมิวสิควิดิโอ BAD ของไมเคิลเเจคสันนี่เอง 80 kidอย่างเราต้องไปเยือนซะ
เล็กกว่าที่คิดเยอะ รู้เลยว่าตอนถ่ายนี่กล้องต้องติดผนังแน่นอน แต่ก็ยังเป็นเสปซแบบในมิวสิควิดีโอ ดื่มด่ำกันไป

เดินแถวนั้นเป็นแหล่งชอปปิ้งที่มีวัยรุ่นผิวดำออกมาเดินเล่นกันเยอะ
นึกว่าจะน่ากลัวแต่ดูๆไปก็ไม่มีอะไร ถึงเดินเป็นแก๊งแต่ก็ดูเหมือนเด็กสยามเกรียนๆ
แก๊งผู้หญิงก็เข้าร้านเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ๆอะไรอย่างนั้น แอบส่องๆทุกคนรองเท้าสีเด่นมากๆทุกคน


กินมื้อเย็น เป็นเบอร์เกอร์ที่กินซ้ำตั้งแต่เมื่อวาน
ขอบอกว่าเป็นอาหารกันตายที่ดีที่สุดในนิวยอร์ค โครตอร่อยราคาดี ชนะทุกที่
นึกอะไรไม่ออกก็shake shack นี่แหละครับ คิดว่าต่อให้กินทุกวันก็ยังได้
ขนาดต้องเตือนตัวเองว่าเปลี่ยนบ้าง เอะอะจะshake shackตลอดเวลา
ได้ข่าวว่าปีหน้าจะมาเปิดโตเกียวแล้ว รอ

หมดวันที่สอง เขียนไปหิวไป

สี่เดือนหายไปวาบ งานเยอะแบบคิดว่าตาย แต่ยังรอดอยู่ ปีที่แล้วตอนกลับบ้านไปเจอน้องแหวนที่สนามบิน บอกว่าช่วงโกลเด้นวีคจะไปนิวยอร์คไปมั้ยพี่ เออ ไม่เคยไป ลองดูก็ดีนะ ตัดภาพมาอีกที กำลังส่งเมล์งานที่สนามบิน ก่อนนั้นก็ไม่ได้นอน เพราะออกเช้ามาก กะว่าไปนอนบนเครื่องแน่ๆ จริงๆมีเรื่องวุ่นวายตั้งแต่ตอนขอวีซ่า แต่เล่าฮาๆไวๆก็คือตอนกรอกข้อมูลนี่เครียด เพราะจองอะไรไปหมดเเล้วถ้าอดไปนี่เสียหลายตังอยู่ แถมข้อมูลที่เคยไปตั้งแต่เด็กๆก็ลืมหมดต้องถามพ่อให้ไปขุดวีซ่าเก่าๆมาว่าสิบกว่าปีก่อนไปมากี่วัน ต้องกรอกว่าตอนนี้มีแผนจะก่อการร้ายหรือเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค้ามนุษย์ในอเมริกาไหม ครับ  พอผ่านเข้าไปสัมภาษณ์เขาถามว่าจะไปทำไม บอกว่าไปNew Museum MOMA guggenheim whitney museumครับ เอาไปเลยสิบปี จบ ง่ายจัง

เอาล่ะเอาเป็นว่าข้ามฟากโลกมานิวยอร์คในเวลาเช้า ไปถึงกำลังจะต่อรถไฟเข้าเมืองก็เจอกับป้าญี่ปุ่นคนนึงกำลังจะหาทางซื้อตั๋ว เลยช่วยแก คุยไปคุยมาทางเดียวกันเลยนั่งเข้าเมืองมาด้วยกัน เป็นการเริ่มต้นแบบไม่ได้ดูอะไรเท่าไหร่ แกชวนคุย แถมเดินลิ่ว จำไว้ว่าถ้าอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศ first time  อย่าไปช่วยใคร (อ้าว) แต่ก็ประทับใจดีที่แกแก่ขนาดนี้ยังออกมาเดินทางคนเดียว แถมนี่มาครั้งแรกด้วย สมเป็นคนญี่ปุ่น

ด้านหลังยูนและคุณป้า เดินลิ่วจริงๆ

ถึงบ้านอย่างง่ายดายไม่ค่อยหลง ใช้บริการAirbnb เป็นบ้านในBrooklynถนนCornelia ไม่ไกลมาก
ตกคนนึงคืนละสี่พันเยน ได้เท่านี้ก็เอาแล้ว สบายดีทุกอย่าง มีหมาตัวนึงแมวตัวนึงให้เล่น
เจ้าของบ้านคนนึงเป็นอาจารย์สาว อีกคนไม่รู้ทำอะไรส่วนใหญ่จะเห็นนั่งเล่นเกมxboxอยู่เงียบๆเหมือนหนังอเมริกัน
เขาก็ยกห้องนำ้ห้องนอนให้เราห้องนึง ไม่มีอะไรจะบ่น นอกจากคาดผิดไปอย่างนึงคือหมามันไฮเปอร์ไปนิด
แล้วก็ขนกับกลิ่นมันน่ารำคาญไปหน่อย เวลาไปนั่งดูหนังที่โซฟานี่ติดมาเพียบ แต่เขาก็บอกแต่แรกแล้ว
จำไว้ว่าคราวหน้าถ้าแมวยังพอไหว หมานี่เลี่ยงดีกว่า

ตึกบ้านที่พัก อยู่ชั้น1

มาถึงทักทายเจ้าของเสร็จวันแรกสิ่งที่เราทำก่อนคือ สลบไปห้าชั่วโมง
รู้สึกตัวอีกทีคือต้องออกไปหาอะไรกินเเล้ว มืดแล้วพอดี เลยมุ่งหน้าไปตรงนั้นแหละ times square นิวยอร์ค

เป็นช่วงโปรโมทMADMAXอยู่พอดี ขึ้นบันไดเลื่อนสถานีมาเจอขนาดของบิลบอร์ดที่นี่เข้าไป ยอม
มันใหญ่คุกคามไปหมดทุกด้าน ขนาดว่าจะถ่ายวิวโหลๆนั้นก็ไม่รู้จะหันไปด้านไหนดี สะใจการเปิดโลกฝรั่ง
อยู่แต่เเถวเอเชียนี่หลายปี เสกลมันต่างกันจริงๆ

เดินวนๆว่ามีอะไรโชว์ เจออันที่น่าดูหลายอัน แต่ก็ไม่ได้คิดจะซื้อตั๋ว
อยากเดินเล่นก่อน เดินไปเดินมา หนาวกว่าที่คิดมาก กลับบ้านเถอะ
จบวันแรก

เห็นคนต่อคิวดูอันนี้เยอะมาก น้องCarey Mulligan กับลุง Bill Nighyเล่น เห็นว่าฉายจำกัดเวลา อด

ป้ายในตำนานของจริง มาดูตอนนี้ โหว มันเป๊ะเนอะ

อยู่มาหลายปี เพิ่งจะได้เข้าไปก็วันนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว หรือTokyo National Museum เพราะงานแสดงผลงานต้นฉบับ Budha ของ โอซามุ ที่จัดแสดงคู่ไปกับพระพุทธรูปโบราณ รู้ข่าวครั้งแรกก็สนุกดี
แต่เอาจริงๆงานเล็กมาก ดูแป๊บเดียวหมดเเล้ว ดีที่มันเป็นภาพต้นฉบับนั่นแหละ

แต่ที่เจ๋งมากๆ และทำเอาทุกอย่างของเดือนนี้วูบไปหมดเลย คือแผนผังของตึกพิพิธภัณฑ์
ที่ทำขึ้นเพื่อคนตาบอด เคยเห็นของMuseum อื่นที่เป็นอักษรเบรลก็น่าชื่นชมแล้ว
ที่นี่เหนือชั้นขึ้นไปอีก คือการนำMaterialจริงมาทำเป็นส่วนประกอบของแผนผัง
เช่นห้องแสดงเครื่องเคลือบก็ทำส่วนของห้องนั้นให้คนตาบอดสัมผัสแล้วรู้สึกถึงความเป็นเครื่องเคลือบ ห้องของกิโมโนก็หาเนื้อผ้ามาใช้ ห้องอาวุธก็เอาดาบมาให้จับ ทั้งหมดสามชั้น รวมทั้งบันไดห้องน้ำหรือลิฟท์ก็ทำให้เข้าใจได้ โอยยยยยย ยอมแพ้




เดินไปทางซ้ายใกล้ๆ จะมี Gallery of Horyuji Treasures
ของ Yoshio Taniguchi อยู่





นี่ขนาดมาอุเอโนะเป็นร้อยครั้งแล้วนะเนี่ย ยังเพิ่งจะได้มาที่นี่
โชคดีที่อยู่ต่อ

ช่วงนี้ไปทำงานกับคิมูระบ่อยๆ เลยได้เดินตามตรอกแถวๆโอโมเตะซานโดเรื่อยๆ
ไปเจอร้านกาแฟเล็กๆในบ้านเก่าๆ ดูด้านนอกตอนกลางวันก็คงเดินผ่านไปแล้ว
ดีว่าเห็นครั้งแรกเป็นตอนกลางคืน ร้านเปิดไฟอยู่ร้านเดียวในซอยมืดๆเลยสังเกตเห็น วันถัดมาเลยได้ไปลอง

เข้าไปมีคนขายอยู่คนเดียว จะว่าไปก็เหมือนkioskขายกาแฟทั่วไปน่ะแหละนะ
แต่นี่มันครอบอยู่ด้วยspaceแบบญี่ปุ่น และดีไซน์เนี๊ยบๆ


ป้ายหน้าร้าน ที่จะว่าเห็นชัดก็เห็นชัดดี จะว่าไม่อยากทำให้คนเห็นก็ได้ เก่งจริง

พวกpackage ก็ง่ายๆ สี่เหลี่ยม

กาแฟรสชาติธรรมดา ราคาแพงกว่าปกติ แต่อยากไปอุดหนุนอีก

ใครผ่านมาลองแวะไปดู มีสวนเล็กๆนั่งได้สองคน
http://ooo-koffee.com

เมื่อวันก่อนพี่อรุณชวนไปส่งหนังสือให้คนที่ไปสัมภาษณ์ลงart4d
เป็นตึก tokyo apartment ที่ออกแบบโดย sou fujimoto
งานนี้ไปเจอกับเจ้าของโครงการเลย ชื่อคุณอุเอดะ
เป็นลุงอายุุ60 ที่อวดว่าตึกนี้สุดยอดแบบนี้เพราะว่ามีลูกค้าเจ๋งๆแบบเขานี่ล่ะ



ตัวตึกเป็นโครงสร้างไม้ทั้งหมด มีหลายยูนิต มุดลอดไปมา เหมือนบ้านต้นไม้ ระหว่างห้องบางทีก็มีช่องแสงให้มองลอดออกไปได้ ปีนยากอยู่ลำบากแน่ๆ แต่ว่าสนุกดี ห้องที่เราไปชมชื่อsakura room เพราะเป็นห้องที่มีวิวมองเห็นซากุระที่สวนฝั่งตรงข้ามได้ ตึกจะไม่มีระเบียง เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยเวลาผู้หญิงมาอยู่จะตากโน่นตากนี่ก็จะได้ตากในห้อง




พอดูตึกได้ซักพักเราก็ย้ายมาคุยในห้องที่เป็นทั้งoffice แล้วก็บ้านของแก
คุณอุเอดะที่เขียนตำแหน่งในนามบัตรว่าเป็นproducerของตึกนี้เล่าว่า
จากที่ทำงานโรงแรมดังๆอย่างฮิลตันมาเป็นสิบๆปี ภรรยาก็มาล้มป่วยต้องมีคนดูแลตลอดเวลา
แกก็ต้องออกจากงานมาดูแล ก็มานึกดูว่าจะต้องทำอะไรให้สามารถดูเเลเมียไปได้ด้วย
ตอนนั้นก็มีบ้านที่เช่าพร้อมที่ดินอยู่หลังนึง ก็ว่าจะเอามาสร้างบ้านพักให้คนเช่าแต่ว่าตอนนั้นออกจากงานมาแล้วการจะกู้ยืมอะไรเองก็เป็นไปได้ยาก ส่งเรื่องกู้ยืมไปทุกธนาคารก็ไม่มีที่ไหนโอเคเลยแม้แต่ที่เดียว เลยหันหน้าไปปรึกษาบริษัทรับเหมา เพราะจะได้กู้เงินจากแบงค์ผ่านทางบริษัทเหล่านั้น แต่เมื่อดูแบบก่อสร้างที่บริษัทมี ก็พบว่ามันไม่สามารถสร้างความแตกต่างจากอพาร์ตเม้นต์ทั่วไป ซึ่งมีเต็มไปทั่วโตเกียวอยู่แล้ว จะไปหาสถาปนิกอื่นมาทำก็ไม่ได้ด้วย ต้องใช้ของบริษัทนี้เท่านั้น ลุงเเกเลยขอบายไปทั้งที่ไม่มีเงิน

ในระหว่างนั้นก็ตามหาสถาปนิกที่อยากจะให้มาทำงานให้ ก็ไปเจอsou fujimoto ในแมกกาซีนแนะนำสถาปนิกรุ่นเยาว์ ลุงแกบอกว่าเหมือนโทรจิตของแกพาให้มาเจอ เพราะดูจากงาน อ่านcommentแล้วก็ภาพportraitเล็กๆเท่านั้น จริงๆก็มีคนอื่นอีกหลายรายที่แกไปคุย แต่ว่าตั้งแต่ครั้งแรกแกก็บอกความจริงเขาไปหมดเลยว่าตอนนี้ไม่มีเงิน ที่ดินก็ไม่ใช่ของแก เมียป่วย งานประจำไม่มี เลยไม่ค่อยจะมีใครเอาด้วย บางรายก็โขกราคาสุดโหดกลับมา มีแต่นายfujimoto (ตอนนั้นอายุ34) นี่แหละที่คอยเทียวไปเทียวมา ลุงอุเอดะก็คงจะถูกคอกันก็เลยบอกให้ทำเต็มที่ ถือว่าเป็นผลงานของfujimoto โจทย์มีข้อเดียวคือทำให้เป็น talk of the world จนสุดท้ายแบบเสร็จออกมา ก็ยังไม่มีเงินซื้อที่ดิน fujimoto ที่ระหว่างนั้นก็พุ่งทะยานในเวทีโลกขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ใจถึงมากๆ บอกกับลุงว่า นี่เป็นผลงานที่ทำเพื่อที่นี่เท่านั้น ผมรอจนกว่ามันจะสามารถสร้างได้ พยายามด้วยกันนะลุง รอไปอีกสองปีกว่า โชคก็เข้าข้าง เพราะเรื่องกฏหมายที่คนปล่อยเช่าที่ดินนานๆจะไม่สามารถไล่คนเช่าออกไปเฉยๆได้ ต้องจ่ายเงินทดแทนซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เจ้าของที่ก็คุ้นเคยกับแกประมาณนึงก็เลยบอกแกว่าถ้าช่วยขายที่ดินแปลงข้างๆให้ ก็จะยกที่ดินของแกให้ไปเลย ซึ่งก็ขายได้ทันที แถมยังมีเงินเหลือมาทุบตึกเก่าอีก รวมเวลาทั้งหมดแปดปีโครงการก็สำเร็จ ตอนไปนั่งฟังจริงๆแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนแกมาก สิ่งที่แกบอกตลอดเวลาคือต้องไม่ยอมแพ้ เพราะมันควรจะเลิกไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว แต่ว่าถ้าแกเลิกไปก็ไม่มีงานนี้เกิดขึ้นมา เรียกว่างานนี้เกิดขึ้นมาเพราะลูกค้าจริงๆ

ใครสนใจอยากจะดูรายละเอียดพวกแปลนหาอ่านได้ในart4dเล่มที่วางบนโต๊ะนี่ล่ะ

ระหว่างที่คุยก็ขอตัวไปห้องน้ำ ยังเห็นเมียแกนอนป่วยอยู่ในห้องด้านหลังเลย คือตอนนี้ก็ไม่ได้พ้นความลำบากไปเท่าไหร่ นี่ถ้าอยู่เมืองไทยแกได้ออกคนค้นคนไปแล้วแน่ๆ แต่แกบอกว่าสิ่งที่แกต้องการนี่ไม่ใช่เงินมากๆ แค่พออยู่ได้ก็โอเคแล้ว จากความตั้งใจของเจ้าตัวอยากจะให้เป็นที่ๆคนสนุกๆมารวมกัน มีcommunicationกัน ไม่ใช่แค่เจ้าของกับคนเช่า เพราะแกก็อาศัยอยู่ข้างล่างด้วย น่าจะเป็นที่ๆทำให้ทุกคนมีความสุขได้ ตอนนี้แกก็มีเรื่องทำเพลินๆเพิ่มขึ้นมาคือคอยต้อนรับเหล่านักออกแบบและบรรดาสื่อจากทั่วโลกที่แวะเวียนมาดูงานนี้อยู่เรื่อยๆ ยังมีเรื่องสนุกๆอีกหลายอย่างที่แกอยากทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวย ทั้งจัดevent หรือว่า เขียนหนังสือ ออกทีวี
แม้แต่โครงการแบบนี้แกก็อยากจะให้มีในโตเกียวอีกซักสี่ห้าแห่ง อาจจะกระจายไปทั่วเอเชีย ถ้าใครสนใจจะติดต่อแกก็น่าจะดีนะ

พอมาถึงเกาะนาโอชิม่าอีกรอบก็เดินเล่นหางานใกล้ๆท่าเรือ
เดินเข้าซอยไปนิดมีโรงอาบน้ำเก่าที่Shinro Ohtake กับ graf เหล่าช่างจากโอซาก้า
มาทำให้เป็นงานศิลปะที่เข้าไปใช้งานได้ด้วย แต่เอาเข้าจริงเห็นแต่คนถ่ายรูปข้างนอกแฮะ


มั่วได้ใจ สมเป็นศิลปินเจ้าแห่งการตัดปะ
ที่ผนังมีปกแมกกาซีนไทยเก่าๆแปะไว้ด้วย



ลุงคนเฝ้าให้อาหารปลาทองด้านหน้า

ตอนกลางคืนก็มีเล่นไฟ

จากที่พัก เดินไปเรื่อยๆจะเป็นโครงการโรงแรมหอศิลปของคุณอันโดะ
ไว้ให้รวยๆจะกลับมาอีก

วิวจากด้านห้องอาหารริมทะเลของโรงแรม

เดินเลาะขึ้นเขาไปไม่ไกล เป็นหอศิลปBenesse House Museum
วิวดีสุดๆ spaceเปิดรับพลังธรรมชาติเต็มที่ ทั้งหาดทรายสายลมแสงดาว
น่าเสียดายที่มันมีเขตโรงแรมสุดไฮโซด้านในที่ทำไว้ให้แขกดูโดยเฉพาะอย่างเดียวด้วย


ผลงานภาพถ่ายแสดงของHiroshi Sugimoto โชว์กลางแจ้งกันไปเลย จะมีอีกรูปนึงแยกไปแปะอยู่ตรงหน้าผา


ด้านในมีงานไฟของBruce Nauman, 100 Live and Die
ตอนดึกๆสวยกว่ากลางวันเพราะห้องนี้ใช้แสงธรรมชาติจากช่องแสงด้านบน


เครื่องดื่มโอลีฟไซเดอร์รสไวน์ ทำใหม่เพื่องานนี้ อร่อยหลายสวยด้วย

วันนี้ต้องไปเกาะเจ้าปัญหา Inujima เพราะว่าจากท่าเรือทาคามัตสึที่พักอยู่
มันสามารถรับตั๋วเรือได้แค่40คนต่อวัน คนเป็นแสน วันนึงไปได้สี่สิบคน อะไรฟะ
ขนาดตอนไปถามเจ้าหน้าที่ยังถามย้ำกลับมาอีกทีเลยว่าจะเอาจริงเหรอครับมันลำบากนะ
ต้องไปรับบัตรคิวตอนเจ็ดโมงแต่ใครเร็วใครได้ มันเลยมีคนบ้าพลังไปต่อคิวกันก่อน
หกโมงกว่าๆก็รู้แล้วว่าใครอดไป เเล้วข่าวลือคือมันมีคนไปตั้งแต่ตีสาม!
อืมม จะตีสามก็เกินไป เลยเอากลางๆตื่นตีสี่ครึ่งไปถึงตอนตีห้า
ขนาดนั้นก็มีคนมารอก่อนแล้วแก๊งนึง เพราะไอ้ข่าวว่ามีคนมาตั้งแต่ตีสามนี่แหละ
เลยลำบากกันไปหมด เกาะกระหายอ๊าตกันจริงๆ

ขอตัดเข้าเกาะเลย เพราะหลับยาวบนเรือตลอดเหมือนกันก็มาถึงinujima
เกาะที่เดิมเคยเป็นโรงถลุงแร่ ตอนนี้เขาเอามาทำเป็นที่แสดงงานศิลปะ

โดยในเทศกาลนี้ก็มีผลงานใหม่ของkazuyo sejimaมาลง
จนกลายเป็นที่ๆมีผลงานของเธอเยอะที่สุดในโลก (brutus casaบอกมา)
จะเป็นspaceหนึ่งหลังพร้อมหนึ่งผลงานศิลปะคู่กันไป

มาเจอก้อนเเรกเลย




ระหว่างทางเดินไปเจอโรงเตี๊ยม ชุดโต๊ะเก้าอี้หน้าร้านน่ารัก พับเก็บกำแพงได้ด้วย

เจออีกอันนึงเป็นห้องกระจก เสียดายเข้าไม่ได้ โชว์งานอย่างเดียว



อันนี้เป็นเหมือนศาลากลางแจ้ง หลังคาเป็นรูเล็กๆแสงลอดมาเหมือนดาว


หลังนี้ดูอีกด้านเป็นบ้านธรรมดาเลย ต้องยืนอยู่คู่สวนดอกไม้
ผนังด้านซ้ายนั่นคือจอvideoartขนาดใหญ่
เข้าไปมีอีกจอนึงเป็นลูกตาใหญ่ยักษ์

เข้ามาส่วนหลักของเกาะคือ ส่วนโรงถลุงแร่เก่านี่ ข้างในถ่ายภาพไม่ได้ เป็นผลงานinstallation
ของศิลปิน Yukinori Yanagi ที่แต่ละอันสุดยอด ใช้ความเป็นตึกเก่าที่มีประวัติศาสตร์ได้คุ้มค่ามากๆ สมแล้วที่ลงเงินให้คนนี้ทำคนเดียวทั้งเกาะ



กลับมาที่ naoshima เกาะหลักที่เป็นจุดเริ่มของเกาะศิลปะทั้งหมดในแถบนี้ คืนนี้ต้องนอนที่นี่ล่ะ
ที่ท่าเรือคืองานของsanaaอีกแล้วโล่งเรียบเสาบางเหมือนเดิม

วันนี้ออกไปที่เกาะTeshima เป็นเกาะใหญ่ทีเดียว ขนาดเลือกท่าเรือลงได้สองทาง
เดินทางในเกาะต้องใช้รสบัส ทำเอาต้องตัดใจเลือกดูไปหลายงาน
แต่ว่าจุดประสงค์หลักของการมาเทศกาลนี้เกาะนี้ในช่วงเวลานี้
คือผลงานของ Ryue Nishizawa แห่ง SANAA ช่วงสองเดืิอนแรกมันยังไม่เปิด
เลยต้องเลื่อนมาเอาช่วงนี้ ซึ่งวันที่มานี่ก็เพิ่งจะเป็นวันที่สองของการเปิดทำการสดๆซิงๆ

มาถึงเปรี้ยวมาก พุ่งไปเช่าจักรยาน กะจะปั่นไปหอศิลป
ปรากฏว่ามันขึ้นภูเขา ต้องเข็นจักรยานขึ้นดอยตากแดดไปกว่ากิโล
มองไปลิบๆด้านล่างถึงได้เห็นว่าขึ้นมาสูงจริงๆ ไม่มีใครเดินเท้ามาหรอก
ระหว่างทางก็มีรถบัสผ่านไปสายตาชาวบ้านงงๆว่าพวกเอ็งจะเดินลากจักรยานขึ้นมาทำไม

เหนื่อยเเทบตาย ได้เห็นตัวตึกแล้วแต่ปรากฏว่าได้บัตรคิวเข้าตอนบ่ายสองครึ่ง คิวยาวไปโน่นแล้ว

ยังดียังพอรู้เวลาไม่ต้องต่อคิวยาวทั้งวัน เลยมีเวลาไปดูจุดอื่นก่อน
ระหว่างทางขี่จักรยานเล่นในเมืองก็เจอของฮาๆเล็กน้อย

แวะกินข้าวเสร็จก็ไปเจองานของ Olafur Eliasson ศิลปินที่เอาปรากฏการณ์ธรรมชาติมาทำงาน
งานนี้ชื่อ beauty จัดในตึกนี้

ข้างในเป็นห้องมืด มีเครื่องฉีดละอองน้ำออกมาโดนแสง ทำให้คนดูเห็นรุ้งในความมืด โหย
ถ่ายรูปเองไม่ได้ มีคนถ่ายวิดิโอไว้ ตามนี้เลย

สรุปเลยไปกินข้าวแล้วเอาจักรยานไปคืน ขึ้นบัสเเหละง่ายดี
ขึ้นเขาไปสักพักก็ลงมันกลางป่า มีทางเข้าไปชมงานTom Na H-iu ของ Mariko Mori
เห็นสภาพทางเข้าแล้วน่าสงสารคนเฝ้าใช้ได้
คือคนพวกนี้จะเป็นvolunteerมาทำงานก็จะเป็นวัยรุ่นหน่อย บางคนโชคดีได้อยู่ในเมืองกับเพื่อนๆ แต่น้องนี่ต้องอยู่ในตู้ไม้บนภูเขาคนเดียว จะโดนหมีคาบไปกินเอา

จากทางเข้าไปนิดนึงก็เป็นป่าทึบเลย นึกไม่ออกว่าจะต้องบุกไปดูงานกลางป่าแบบนี้

แต่พอขึ้นไปถึงยอด โหยยยยอีกรอบ มีหนองน้ำเล็กๆด้านบน
รอบด้านเป็นต้นไผ่ทึบล้อมวัตถุประหลาดกลางน้ำ เหมือนจะส่งเสียงออกมา
ไปอ่านเขาว่า มันจะเรืองแสงออกมาจริงๆเมื่อได้สัญญาณsupernova
ซึ่งถูกส่งข้อมูลมาจากเครื่องมือไฮเทค Super-Kamiokande ของมหาลัยโตเกียว
โธ่ แค่เอาปฏิมากรรมหินธรรมดามาตั้งตรงนี้แสงแบบนี้ ผมก็ซึ้งจะตายอยู่แล้ว


ในที่สุดก็ได้เวลากลับมาที่เมนคอร์สของวันนี้
Teshima Art Museum โดยศิลปิน Rei Naito และสถาปนิก Ryue Nishizawa
รอบข้างเป็นทุ่งนาแบบขั้นบันไดกับทุ่งดอกไม้ วิวดีหลายๆ

ตัวอาคารมีสองก้อน ดูข้างนอกไม่รู้เลยว่าข้างในจะเป็นยังไง แบ่งspaceเเบบไหน

หลังจากรับตั๋วจริง ฝากของแล้วก็ต้องเดินอ้อมไปด้านหลัง ก้อนเล็กนี่คือshop/cafe

เส้นคอนกรีต ขอบคมกริบแต่นุ่มfreeformแบบSANAA ตัดไปกับพื้นธรรมชาติ

พอผ่านโค้งไปก็มีที่นั่งบางเนียนรับกันกับทางเดิน เอาไว้ชมวิวเกาะ

หันหลังไปชมทางแห่งมรรคา จะทำทางตรงก็ได้แต่ไม่ทำ

มาต่อคิวหน้าทางเข้าอีกที จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าข้างในเป็นยังไง ตื่นเต้นดี

ปรากฏว่าห้ามถ่ายรูปแน่นอน แต่ว่าขอบอกว่าที่นี่เป็นสุดยอดประสบการณ์การชมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมจริงๆครับ ถึงชื่อของมันคือ Teshima Art Museum แต่มันมีงานชิ้นเดียว! เข้าไปจะเป็นพื้นที่สีขาวเวิ้งว้างไร้เสาไร้ผนัง มีรูใหญ่ๆขอบคมกริบอยู่สองรูรับเอาอากาศและแสงจากภายนอก ที่พื้นมีหยดน้ำวิ่งไปมาช้าๆตามแรงลม กระจายไปทั่ว บ้างก็มารวมกันเป็นแอ่งเล็กๆ รู้สึกที่พื้นเขาจะโค้ทติ้งด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้น้ำเป็นรูปทรงชัดเจนเหมือนน้ำวิ่งบนใบบัว ทุกอย่างรวมกันแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกเลย เขียนไปยังไงก็ไม่เห็นภาพนะ ลองไปดูเวบนี้เขาไปถ่ายได้ แต่ซักพักคงออกไปตามสื่อล่ะ

เเอบถ่ายด้านหน้ามาได้นิดนึง ไปอีกก้อนนึง ทางเข้าอันนี้เหมือนบ้านอนาคตในการ์ตูนโดเรมอน


ด้านในของคาเฟ่ อันนี้ที่รูรับแสงติดกระจกไว้กันฝน
เห็นสภาพรอบๆพวกสวนต้นไม้ยังไม่เรียบร้อยดี ถ้าอีกซักพักคงสวยสุดๆไปเลย
ในบรรดาผลงานทั้งหมดที่นี่เป็นที่ที่พีคที่สุดของเทศกาลนี้ คงด้วยขนาดของมันด้วย
ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาอีก สาธุ

ก่อนหมดวันไปเดินเลาะแถวท่าเรือกลับมีงานของTobias Rehberger
เป็นร้านอาหารด้วยในตัว ดูน่าอร่อยแต่ขายหมดแล้วทุกอย่างเหลือแต่น้ำ
ด้านในเป็นgraphicรุนแรง มันเข้ามุมเข้าเหลี่ยมพอดีหมดเลย
ต้องถึกมากพอดู


หมดวันไปอย่างสงบ

ดูงานที่เกาะนี้ได้ ที่นี่

ตอนบ่ายข้ามมาอีกเกาะนึงใกล้ๆกัน ogijima
ที่ท่าเรือมีคล้ายๆ information center สร้างจากตัวอักษร


เกาะนี้มีพื้นที่หาดแคบๆ มาถึงก็ต้องปีนเขากันไปเลย
ตามซอกซอยภูเขาก็จะมีงานแทรกตัวเป็นระยะ

งานpaintingของคนนี้จะกระจายไปติดตามกำแพงบ้านคนทั่วเกาะ

บรรดาเหล่าผู้ชม ที่ตรากตรำปีนเขามาดูงานศิลปะ


พอขึ้นมาสูงๆหันหลังกลับไปก็หายเหนื่อย วิวดีจริงๆ
เขาว่าเกาะนี้เป็นจุดที่เหล่าศิลปินอยากเอางานมาลงที่สุดเพราะโลเกชั่นสวยมาก


เวิ้งนี้ทำworkshopผลิตรถเข็นแบบต่างๆไปเรื่อยๆ น่ารักดี


ศิลปินจิตตกก็มี คนนี้เอาข่าวสงครามโรคระบาดคนตายอุบัติเหตุใหญ่ๆต่างๆมาแปะแล้ววาดภาพประกอบไว้ข้างๆ อีกหลังนึงเอาข่าวประกาศคนตายในหนังสือพิมพ์มาใส่ในซองแล้วเอาผงจากธูป
ใส่แขวนไว้เต็มห้อง ชั้นสองเป็นตุ๊กตาโบราณของญี่ปุ่นแบบเก่าเยินๆวางไว้เต็มห้องเหมือนกัน
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสยองมาก


อันนี้เอาพัดไม้ไผ่ญี่ปุ่นมาทำinstallationบ้านทั้งหลัง โชคดีมาตอนแดดสวยๆ


หมดวันแรกไปแบบสบายๆ ลาเกาะไปหาข้าวกินที่ฝั่ง
แถวนี้ของดังคืออุด้ง ชามนี้น่าจะไฮโซสุดของtripนี้แล้ว
เพราะหลังจากนี้หาของกินดีๆยากมาก

เข้าไปดูรายละเอียดงานต่างๆบนเกาะนี้ได้ ที่นี่

หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 300,032 hits