You are currently browsing the category archive for the ‘daily life’ category.

วันก่อนไป SHIBUYA PUBLISHING & BOOKSELLERS มีซุ้มขายหนังสือมือสองของnoritake ที่เอาของตัวเองโละมาขาย เจอเล่มนี้คว้าทันที หามานานมาก เพราะไม่มีขายที่ไหน เป็นdiary ของบริษัทกระดาษtakeoทำแจกลูกค้า ที่จะมีคนดีไซน์แต่ละปีเป็นตัวทอปทั้งนั้น แต่ว่าปีนี้น่าจะดังที่สุด เพราะเป็นงานของ hattori kazunari ที่เขาเอาฟอนต์ที่ชอบมาเขียนด้วยมือใหม่อีกที เคยเห็นในงานประกวดตั้งแต่มาอยู่ใหม่ๆ แล้วก็พยายามหาอยู่พักนึง ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหนได้ เขาไม่ขาย สุดท้ายก็ได้มรดกตกทอดมาจากคุณnoritakeนี่เอง เป็นของขวัญวันเกิดฉลอง10ปีในญี่ปุ่น นำ้ตาไหล

เพิ่งรู้ว่าคอมที่ใช้อยู่มันเก่าก็ตอนที่appleประกาศmacbookproตัวใหม่
แต่ก็รู้สึกว่าเพิ่งจะซื้อมาเอง อ้าว นี่มันรุ่นปี2011เรอะ หาข้อมูลไปมาว่าจะเปลี่ยนดีไหม
ก็ไปเจอว่าเพิ่มแรมสิครับ โห อัดเต็มแมค16g เร็วขึ้น4เท่า จนเอาไปทำงานแทนคอมที่ออฟฟิศยังดีกว่า
วันนี้เพิ่งสั่งแบตมาเปลี่ยน สรุปหมดเงินไป15000กว่าเยน เหมือนได้คอมใหม่เลย ประหยัดกว่าซื้อใหม่ไปสิบเท่า
สะใจคนจน เก็บเอาเงินไปซื้อเกม 55

ตอนนี้ที่ออฟฟิศก็เตรียมexhibitionกันอยู่ เปลี่ยนไปมาทุกอาทิตย์ ตอนแรกว่าจะเป็นกระท่อมไม้ แต่มีข่าวเด็กถูกเผาตายที่งานdesigner weekกฎก็เลยน่าจะเขี้ยวขึ้น

รองเท้าว่าจะไม่ซื้อเยอะ คือปีละคู่ ใส่ทุกวัน มันก็จะเยินพอดี แต่ปีนี้ผ่านไปไวเลยไม่ได้สนใจก็ใส่ไป
จนอาทิตย์ที่เเล้วเดินหลบแดดไปตากแอร์ที่nike omotesando โดนเลย อุตส่าห์ยั้งๆ เพราะเป็นสีขาว
ดันไปหาข้อมูลเพิ่มว่าทำเป็นสีรุ่นforrest gumpด้วย หมดไปหมื่นเยน เอาวะรอบนี้จะใช้สองปี

เมื่อวานมีข่าวคนกระโดดตึกตายในomotesando hillsด้วย เอาเข้าไป

ติดค้างมาหลายปี ถ้านับก็8ปีได้
คิดถึงว่าเล่ม1นี่ตั้งแต่ยังไม่มีsmartphone วีซ่าก็ทำยากมาก
แต่มาตอนหลังนี่คนมาเที่ยวกันได้เยอะกว่าเราอีก(งานก็ต้องทำ เสาร์อาทิตย์ทีถึงจะได้เที่ยวที บางทีก็ทำงานเจ็ดวัน)
ตอนนี้ทำเล่มสองออกมาได้แล้ว ทำแบบไม่สนใจชาวบ้านเลย เพราะรู้ว่ามีหนังสือเที่ยวญี่ปุ่นออกมาเยอะมาก
ตอนเริ่มเล่มนี้ก็เหมือนจะคุยกันว่า เขาก็รู้หมดแล้วมั้ง ไม่ต้องทำก็ได้ ใครจะซื้อ แต่ว่าเจอใครเขาก็ถามมาตลอด
ว่าเมื่อไหร่จะออก ก็เลย เออ ขายลูกค้าเดิมนี่ล่ะ ต้องขอบคุณคนที่ทักมาเรื่อยๆ เล่มนี้จะว่าเป็นร้านที่ดีที่สุดก็ไม่เชิง
สุดท้ายก็กลายเป็นร้านที่ชอบ ย่านที่ชอบมากกว่า คนอื่นเขาบันทึกเป็นหนังสือเรื่องราว แต่เราบันทึกเป็นลิสต์
ถ้าต่อไปเห็นร้านพวกนี้ในเล่มก็จะจำได้ว่าใช้ชีวิตยังไงมา ตอนนี้กลับไปเปิดเล่ม1ก็รู้สึกแบบนั้น ร้านในนั้นก็หายไปหมดแล้ว

ตอนที่ทำเล่มสามอาจจะเป็นช่วงโตเกียวโอลิมปิคแล้ว ก็หวังว่าจะได้ทำอีก
(จริงๆก็อยากไปประเทศอื่นเหมือนกันนะ อยากทำเล่มนิวยอร์ค)

เห็นว่าเริ่มวางขายแล้ว
ในงานหนังสือปีนี้ซื้อได้ที่บูธสนพ.ไต้ฝุ่น E07 Plenary Hall วันที่ 29 มี.ค.-10 เม.ย. ศูนย์สิริกิติ์

10462351_894400727324566_3311392277266573206_n.jpg

จดไว้หน่อยอันนี้ก็ทำ โปรเจคทำกับRIMOWA เนื่องในโอกาสขายที่ญี่ปุ่นมา35ปี
ทำกันทั้งออฟฟิศคนละสิบยี่สิบอัน ที่ไปถึงรอบจริงได้คือช้างน้อยเหลนๆ ตลกดี

แสนเยนเอง

1211rimowa_552.jpg

ปีที่ผ่านมาทำโน่นนั่นเยอะแยะ ไหนจะไปนิวยอร์ค งานก็มีทั้งรอดทั้งพัง ทั้งงานส่วนตัว ทำจ๊อบที่ไทย งานประจำกับ grv (อันนี้ส่วนใหญ่จะพัง)

แต่ก็ทำให้รู้ว่าทำเยอะๆไปแหละมันจะได้มีอันที่รอดออกมาบ้าง นี่ก็กำลังปั่นอีกงานคือโอเคโกสอง ถ้าเสร็จแล้วคงโล่ง อีกอย่างที่คิดว่าน่าจะทำไว้คือบันทึกๆๆไว้นี่แหละ คนเริ่มกลับมาเขียนblogกันแล้ว เริ่มแต่ต้นปี

วันนี้ไปถ่ายตึกชิบุยะกินข้าวเย็นแล้วก็มานั่งดูทีวีขาวแดงควบทำงาน ไม่กินละสุกี้ ปกติกินทุกปี ปีนี้ x japan กับอดีตakbกลับมาขึ้นเวทีก็ซึ้งดีเหมือนกันนะ

แถม ของที่อยากได้แต่ไม่เอาก็ได้ ตุ๊กตาพัลพาทีนของดิสนีย์ทำออกมาขาย ช่วงนี้สตาร์วอส์ฟีเวอร์

วันถัดมาไป book and bed ถ่ายรูปมาทำงาน
อีก2วันอยู่บ้านทั้งวัน ออกไปแค่กินข้าว โอนไฟล์รูปจากฮารดดิสเก่าที่พังมาแยกแยะลงตามหน้า รูปจากสี่ห้าปีเลยใช้เวลาสองวันได้
วันนี้ออกไปถ่ายของขาดที่โอโมเตะซันโดกับอากิบะ

เหลือวันหยุดอีกครึ่งนึง

ต่อๆๆ

ตื่นมาก็ข้ามฝั่งไปแมนฮัตตันเลย เป้าหมายวันนี้คือเดินวนๆรอบเซ็นทรัลปาร์ค
แต่ว่าก่อนนั้นไปดูงานของbanksyที่ยังเหลือสมบูรณ์อยู่
ที่เหลืออยู่เพราะมีแผ่นอครีลิคปิดไว้แถมกล้องวงจรปิดเฝ้าอย่างดี

ถึงแถวๆเซ็นทรัลปาร์คก็เข้าAmerican Museum of Natural Historyก่อน

ก็ใหญ่สะใจ ขนาดดูข้ามๆยังใช้เวลาตั้งนาน ไปดูอะไรแบบนี้ไม่ว่าของประเทศไหนๆก็ไม่เคยรู้สึกว่าดูได้หมดเลย หมดแรงก่อน มันก็มีหมดที่เป็นเรื่องวิทย์ๆทั้งหลาย โลกสัตว์หินดินแร่พลังงานชนเผ่า คือพาเด็กมานี่ไม่ต้องออกนอกประเทศเลย ชอบที่โซนนึงมันเอานักวิจัยมาพูดว่าที่ทำงานอยู่นี่ก็ไม่ได้ไม่เชื่อในพระเจ้านะ ทำให้นึกได้ว่าคนที่มันเคร่งศาสนาในอเมริกานี่ก็คงเยอะจนเอามาเป็นประเด็นได้

ถ่ายรูปมาเยอะแยะจะเขียนถึงก็แบบ มันก็รูปโครงกระดูกไดโนเสาร์อะ
googleเอาก็ได้ 55


อะ ลงซะรูปนึง

เดินออกมาผ่านไปทางตึกThe Dakota ที่เลนนอนโดนยิง
ข้ามฝั่งมาในสวนก็มีStrawberry Fields Memorial ไม่ต้องหาเลย ใครๆก็มารวมกันที่นี่
มีคนมานั่งเล่นกีต้าร์เพลงbeatlesไปเรื่อยๆ


ซ่อมอยู่ถ่ายไม่สวยเลย


เฝ้าดูคนพยายามถ่ายรูปกับคำนี้ก็ตลกดี บางคนก็นั่งบางคนก็นอน

เดินเข้าสวนละ มาในช่วงซากุระบานพอดี เห็นเป็นหย่อมๆ

นี่มันหนังวูดดี้อัลเลนนี่ เออ จริงๆหนังนิวยอร์คทุกเรื่องน่ะแหละ เข้าใจlandscapeของมันซะที
มีกระรอกมาเล่นเยอะแยะ ไม่กลัวคนด้วย ซื้อถั่วให้กินก็มาเอาไปกินง่ายๆ

เดินตัดสวนนี่ไวกว่าที่คิด แป็บเดียวก็มาออกอีกทางแล้ว เจอthe Met
The Metropolitan Museum of Art ชักขี้เกียจ เลยเดินดูแต่ป้ายๆด้านนอก
ถ้าเป็นแต่ก่อนนี่คือบาปมาก Rembrandt,Vermeer,Monet,Van Gogh
ถ้าไปดูที่โตเกียวมึงรอสองชมแน่ๆนะ แต่ก็รู้สึกตั้งแต่สองวันก่อนแล้วว่า
เดี๋ยวจะมาอีกว่ะ นิวยอร์คเนี่ย ก็เลยเอาไว้รอบหน้าละกัน จบ


แค่นี้ละครับ the Met ครั้งแรกของผม ออ มันทำแผ่นพับกันอย่างนี้เอง

เดินต่อ โอเคถึงแล้วเป้าหมายของวัน
หอศิลปกทม

guggenheim museum
รู้สึกว่า เออ ถึงนิวยอร์คซะที ของจริงแม่งสวยจริงๆด้วย




มีห้องอาหารชื่อ the wright ตามชื่อลุงแฟรงค์

วันที่ไปมีงานretrospectiveของศิลปินญี่ปุ่น (ฮ่วย อุตส่าห์มาถึงนี่) On kawara ที่เพิ่งตายไปปีที่แล้ว
แต่ก็สนุกและโรคจิตดี ที่เคยเห็นบ้างเช่น งานที่เขียนตัวเลขไปเรื่อยๆ งานที่ส่งpostcard เขียนว่าI am still aliveทุกวัน แฟ้มเอกสารที่จดว่าวันนั้นทำอะไร เจอใครบ้าง พูดอย่างนี้ก็ธรรมดา
แต่พี่ทำเป็นสิบๆปี ยิ่งเดินวนๆๆขึ้นไปยิ่งรู้สึกเลยว่ามันคงไม่มีใครทำอะไรอย่างนี้ได้อีกแล้ว ต้องกราบ

ตอนเย็นเวลาเหลือเลยแวะไปที่ high line เส้นทางรถไฟเก่าที่ถูกบูรณะใหม่ด้วยดีไซน์ ทำให้กลายเป็นpublic spaceที่คนทั้งโลกพยายามจะก็อป ญี่ปุ่นนี่ก็เห็นสองสามที่ ก็เอาเลยครับ ดีๆ

ซึ่งก็พบว่ามันเจ๋งจริงๆ หันหน้าเข้าแม่น้ำ มีของกินขายใกล้ๆ สะอาดปลอดภัย



ป้ายออกแบบโดย pentagram อีกแล้ว จนสงสัยว่าบริษัทอื่นเขามีงานมีการทำกันไหมนี่

จากบนhigh lineจะเห็นตึก IAC Building ของ Frank Gehryอีกอัน
คราวที่แล้วเห็นไกลๆ คราวนี้เห็นเต็มๆ เคยเห็นตั้งแต่อยู่ในสารคดี ไม่รู้หรอกว่ามันอยู่แถวนี้
มาคราวนี้ได้เจอแบบไม่ได้ตั้งใจ พระอาทิตย์ตกพอดี อย่างสวย

มีad whitney museumที่กำลังจะเปิด

ซึ่งขากลับบ้านก็เห็นตามสถานีอีกมากมาย เป็นไฮไลต์ของเมืองในช่วงนี้




ตื่นมานัดน้องคนรู้จักไปหาไรกินกัน (ความจริงคือช่วยพาไปหาอะไรดีๆกินหน่อย ถ้าไม่งั้นจะแดกแต่shake shackจริงๆนะ)
น้องบอกมาเลยพี่ เจอกันที่ Chelsea Market

Chelsea Marketเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่ลงไกด์บุคทุกเล่ม
มันคือตึกเก่าที่เอามาทำให้เป็นfoodcenter
เห็นในเวบก็นึกว่าจะดลาดกว่านี้ ที่ไหนได้มันคือTsutaya ที่มีแต่ของกินนี่เอง

สะอาดสะอ้านแบ่งเป็นโซน มีทั้งอิตาเลียน เมกซิกัน ขนมปัง เค้ก อาหารทะเล
โดยเฉพาะอาหารทะเลนี่น่าจะดังสุด ร้านชื่อ The Lobster Place เห็นมีแต่คนญี่ปุ่นมากิน
ซึ่งเราคิดว่าเก็บไว้หลังๆละกัน ยังเช้าอยู่ (ปรากฎว่าสุดท้ายก็ไม่ได้กิน ซื้อหนังสือจนตังหมด)
คือถ้านึกอะไรไม่ออกมากินข้าวที่นี่ทุกวันแบบไม่ซ้ำยังได้

ฝั่งตรงข้ามChelsea Marketคือตึกgoogle ใหญ่สุดๆ กลางเมืองเลย

เจอน้องแล้วน้องบอกไม่ได้กินที่นี่ค่ะเดินไปอีก อ้าว เขียนแนะนำซะตั้งนาน
เป็นbrunchเก๋ๆ ซึ่งก็อร่อยนะ แต่คุยกันจนจำไม่ได้ว่ามันพิเศษยังไง
เอาเป็นว่าอิ่มท้อง เดินๆไปตามตรอกแถวแมนฮัตตันครั้งแรก ก็เริ่มเห็นภาพเมืองชัดขึ้น ตึกมันจะเก่าๆอยู่เหมือนกัน
มีแต่Graffiti พี่ก็ขยันกันนะ เขียนได้หมดทุกซอยทุกตึก

เอาล่ะ เข้าสู่ความartกันอีกรอบ มันคือตึกnew museumแถวๆBowery
คืองานข้างในน่ะช่างมัน ยังไงเราก็ต้องมาดูตึกSANAAตามประสาติ่ง
พบว่ามันขาววิ้งคอนทราสกับบ้านเมืองแถวนี้เหมือนกันนะ
เพิ่งเคยเห็นหอศิลปที่ติดถนนใหญ่แบบโล่งๆแบบนี้ spaceเหมือนธนาคารในญี่ปุ่น


จ่ายเงินขึ้นไปก็ดูงานไปดูวิวไป ตอนที่ไปดูเป็นงานThe New Museum Triennialพอดี
ฟังดูเหมือนจะดี Triennial เชียวนะ แต่ส่วนใหญ่จะหลอนๆ ไม่ได้ประทับใจอะไร ไม่ได้อ่านด้วยแหละ
(ซึ่งพอใครซักคนในนี้ดังขึ้นมา เราก็จะรู้สึกเปลี่ยนไป ไปตามหาข้อมูลอ่าน ศิลปะก็แบบนี้แล)

งานที่ชอบสุดในตึกนี้น่าจะเป็นของขายในmuseum shopอันนี้

จากnew museum จริงๆก็เดินไปโน่นมานี่ได้หลายทิศทาง ทั้งchina town ที่โครตจะจีน
นึกว่าเดินอยู่ฮ่องกงที่มีนักท่องเที่ยวฝรั่งเยอะแยะ เดินไปอีกก็เป็น little italy ที่อยู่ติดกัน
จากหนังหว่องก็กลายเป็นgodfatherเลย คือเดินทะลุๆๆไปนี่เหมือนเปลี่ยนฉากในละครเวที
ชอบมาก ทั้งกลิ่น สี ตึก ภาษาล้งเล้งของคนแม่งเปลี่ยนปุบปับ สนุกดี

ไม่ไกลจากnew museum มีงานของbanksyอยู่อันนึง
ถ้าดูตามเนตจะเห็นลายแทงทั่วนิวยอร์ค
ตลกดีที่พอเราไปเล็งๆอยู่ว่ามันเส้นไหน ก็มีลุงป้าฝรั่งถือโพยมาเหมือนกัน
พอสบตาก็ถามไป banksy? แล้วก็ได้เจอความจริงเหมือนกันคือโดนบอมทับจนไม่เหลือแล้วจ้า
แต่ก็ตลกดีที่เจอคนตั้งใจมาหาอะไรอย่างนี้เหมือนกัน แก่แล้วซะอีก

จำไม่ได้ว่ามาได้ยังไงอีกแล้วแต่เราก็มาโผล่ที่ตึกofficeของghostbustersแถวๆtribeca
ตอนนี้ถูกใช้เป็นสถานีดับเพลิง มีโลโก้เขียนอยู่ที่พื้นด้วย จบ
คือเขียนแค่นี้แต่จริงๆไปซึ้งเดินไปเดินมาส่องอยู่แถวนั้นนานมาก
จนพนักงานที่ออกมาคุยกันด้านหน้านี่คงจะสงสัยแล้วว่าไอ้โอตากุสองคนนี้มันมาจากยุคไหน
คนอื่นเขามาถ่ายๆแป๊บเดียวเขาก็กลับกันแล้ว


มองไปด้านหลังก็เห็นตึกของ Herzog & de Meuron กำลังสร้างอยู่
จะว่าไปมานี่ก็เห็นตึกโน่นนี่ตลอดเวลา บางทีก็เห็นไกลๆจากซอกตึก
เพราะมันมีแต่ตึกสูงๆบังมุมกันไปมา

อย่างอันนี้เห็นลิบๆ มาระลึกดู นี่มันตึกแรกของ gehryที่เคยเห็นจริงๆกับตาเลยนี่หว่า
แต่ความตื่นเต้นมันใช้ไปบ่อยตอนดูนิทรรศการที่โตเกียวไปแล้ว พอเจอของจริง
เลยเฉยๆ เป็นงั้นไป

มีอีก บันทึกไว้ก่อนมันจะเสร็จ อันนี้ของ ando ยังไม่มีแม้แต่เสา

อะพอ กลับมาหาของกินแถวBowery
Lombardi’s Pizza ข้อมูลง่ายๆคือมันเป็นร้านพิซซ่าร้านแรกในอเมริกา
พอเป็นแบบนี้มันก็มีสองอย่างคืออร่อยคลาสสิคจริงกับร้านเชือดนักท่องเที่ยว
แต่ว่ามากรุงเทพแล้วก็ต้องลองไปกินผัดไทยประตูผีก่อนจะเทียบกับร้านอื่นใช่ไหม

สั่งแบบเบสิคมา

สรุปว่า อร่อยดีไม่โดนหลอก แต่ก็คิดว่าอาจจะมีอร่อยกว่านี้ ต้องหาต่อไป
แต่ว่าฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากกันเท่าไหร่ทางเดินไปสถานี spring st.นั้นมีร้านคุกกี้ที่โครตอร่อยอยู่
ร้านเล็กนิดเดียวมีคุกกี้วางเป็นชั้นๆเป็นดิสเพลหน้าร้าน อันนี้อร่อยจริงๆจนต้องกลับไปซื้ออีกรอบ
หวังว่าถ้าได้ไปอีกทีจะยังไม่เจ๊งไป

ก่อนกลับที่พักลองแวะไปดูโลเกชั่นหนังเรื่อง begin again
เป็นฉากที่น้องคีร่ามาเคลียร์กับอดัมเลอวินในร้าน จริงๆก็ไม่อะไรกับหนังมาก
แต่เห็นว่านีออนหน้าร้านมันสวยดี คนก็รีวิวว่าอาหารโอเค สรุปมาตอนอิ่ม ถ่ายรูปเสร็จก็กลับบ้านดีกว่า

ตื่นมาอย่างงงๆ อา เราอยู่ในบรุคลินหรือนี่ ไม่มีอาการjetlagใดๆแถมตื่นเช้าได้ ดีมาก
ไม่ขึ้นรถละ เดินดีกว่า ออกจากบ้านก็เดินแบบผ่าเมืองไปเลย



อะไรก็สวย

อากาศดี สกปรกนิดหน่อยเลเวลเท่ากรุงเทพชานเมือง
ตอนเช้าๆไม่ค่อยมีคนมาทำอะไร เจอร้านโดนัทดูดี
เออ นี่มันร้านที่เราว่าจะกินอยู่แลัวนี่นา

จัดไปสองแบบ เพิ่งดูlittle forestมา ลองไส้nutellaไปนี่คือร้องไห้
คิดว่าขนมที่ญี่ปุ่นนี่อร่อยแล้วนะ แต่แพ้ออริจินัลหลุดลุ่ยแฮะ โดนัทก็ต้องที่นี่สิ
ร้าน Dough นี่คนนิวยอร์คก็คงจะรู้จักอยู่แล้วเพราะว่ามันดังมาก
หลังจากนี้ไปก็เจอแทบทุกวัน ตามร้านกาแฟหลายๆที่ถึงกับมีป้ายบอกว่า
ร้านเรามีโดนัทที่ส่งจากร้านDoughครับ ไม่ต้องมาถึงนี่ก็มีกินทั่วนิวยอร์ค

ลูกใหญ่ฟูนุ่ม เข้าใจแล้วว่าทำไมอ้วนกัน

เดินมาเป้าหมายแรกคือFort Greene Flea
เขาว่าเก๋นักนะมึง ไหนดูซิ เออว่ะ ญี่ปุ่นลอกที่นี่มานี่หว่า
รู้สึกว่าคนมาซื้อของไปขายโตเกียวคงเยอะมาก ราคาถูกกว่าเยอะด้วย



แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ได้มาแต่การ์ดstar wars รุ่นโบราณ สองพันเยน

มาคิดดูตอนนี้ มันฟันเละเลยนี่หว่า แต่ก็เอาซะหน่อยที่ระลึก

หิวแล้ว แม้ว่าที่Fort Greeneจะมีอาหารน่ากินอยู่นิดๆหน่อยๆ แต่ยูนบอกว่าช้าก่อนอย่าเพิ่งกิน
เพราะว่าที่ต่อไป Smorgasburg Flea Food Market นั้นรวมเอาอาหารเด็ดๆทั้งเมืองมาลงที่นี่
พอไปถึงก็ตาลาย เจ๋งจริงๆ น่ากินไปหมด อากาศก็ดีริมน้ำ มีที่ชมวิว ชีวิตโครตดี
ถ้าไปอยู่คงไปทุกอาทิตย์ พวกร้านในไกด์บุคดังๆก็มาออกร้านที่นี่กันเพียบ มาที่เดียวมีครบ
อาหารญี่ปุ่นก็เยอะ ที่คนต่อคิวเยอะสุดคงเป็นราเมงเบอร์เกอร์ กินโน่นนี่ไปสามสี่ร้าน จุก ดี

หนึ่งในนั้นคือไก่กับวัฟเฟิลราดซอสศรีราชา เห็นที่นี่ร้านอะไรก็ต้องมีศรีราชาวาง

ระหว่างทาง


แถวนั้นก็มีร้านดีๆอยู่เยอะ แต่ก็ไม่ได้เป็นคนช็อปปิ้งอะไรอยู่แล้ว
ร้านที่เข้าไปนานสุดน่าจะเป็น Rough Trade ใหญ่สะใจเป็นโกดัง
ทั้งแผ่นเสียงซีดีหนังสือ สาขาที่เจอมีกระทั่งที่เล่นคอนเสิร์ต เพลินดี
แต่ว่ามันก็จบไปแล้ว ขนาดว่าอยากซื้ออะไรก็ยังไม่ได้ซักอย่าง


อีกร้านคือไอติมชื่อดัง Odd Fellows
อร่อยดีแต่ก็คิดว่าไม่ได้ต่างจากที่โตเกียวมาก
เว้นอย่างนึงคือกินๆอยู่มีพนักงานเอารัมเรซินมาให้ฟรีลูกนึง
เพิ่งเคยกินไอติมที่แรงขนาดนี้ เมาเหล้ากันไปเลย แปลกดี



เห็นป้ายนี้ก็นึกขึ้นมาได้ ปกติร้านพวกนี้ยกมากินเองไม่ต้องทิปก็ได้ จากที่โตเกียวไม่มีการทิปใดๆ
มาที่นี่ก็เลยต้องปรับตัวนิดหน่อย น้องที่รู้จักบอกว่าค่าทิปปกติคือ 15 เปอร์เซนต์ ถ้าบริการดีมากก็20
เราก็ทำตัวดีตามระเบียบนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ทิปเป๊ะๆ15เปอร์เซนต์ตลอดเวลา
มาอ่านอีกทีว่าถ้าจิตแข็งจะน้อยกว่านั้นก็ได้ รอบหน้าจะทำใจก่อนไป

สารภาพว่าจำไม่ได้ว่าทำอะไรต่อ หลังจากเดินWilliamsburgเร็วๆ
ดูในสต็อกรูปถ่ายก็มาโผล่ที่ MOMA PS1แถวQueens
เพราะยังไม่อยากข้ามไปแมนฮัตตัน ดูงานศิลปะเป็นที่แรก ก็อ๊าตๆน่ะ
ชีวิตปลงๆตอนนี้เริ่มจะสนใจของกินมากกว่างานแล้ว


เข้าไปก็มีงานของBjörk’s Stonemilker ในโดมมีคนสวมหัวVRกันอยู่
พอสวมเข้าไปก็จะได้เห็นเจ๊มาเดินร้องเพลงหลอนๆอยู่ในชายหาด แยกร่างอะไรบ้าง
ซึ่งมันก็เจ๋งดี ถ้าเทคโนโลยีมันไปไกลกว่านี้คงน่ากลัว นี่ก็เหมือนเรื่องStrange Daysแล้ว
เพราะก้มหน้าเงยหน้าหันซ้ายหันขวาเห็นโลกนั้นได้หมดเลย

เข้าตึกไปก็มีงานตามห้องต่างๆ ไม่เยอะ เออ ลืมไป มารู้เอาวันหลังว่าถ้าเข้าMOMAใหญ่ก่อน
เราจะได้ตั๋วเข้าMOMA PS1นี่เลยฟรี ฮ่วย เอา 10เหรียญคืนมา

จำงานอื่นไม่ได้แฮะ แต่ที่จำได้คืองานของjames turrell กะว่าน่าจะพีคสุดในตึกนี้ละ
เคยไปดูงานอื่นๆแล้วชอบ ท้องฟ้านิวยอร์ควันนี้อากาศดีด้วย
ขึ้นไปเจอป้ายนี้ จบ แล้วก็เจออะไรอย่างนี้ตลอดทั้งทริป
ก็ไม่ได้เสียดายอะไรนะ ไม่ง้อเฟ้ยกินโดนัทแทนก็ได้

ชักยาว นี่วันที่สองเอง สุดท้ายก็ไปสถานีชื่อเรียกยาก Hoyt–Schermerhorn
มันคือโลเกชั่นถ่ายมิวสิควิดิโอ BAD ของไมเคิลเเจคสันนี่เอง 80 kidอย่างเราต้องไปเยือนซะ
เล็กกว่าที่คิดเยอะ รู้เลยว่าตอนถ่ายนี่กล้องต้องติดผนังแน่นอน แต่ก็ยังเป็นเสปซแบบในมิวสิควิดีโอ ดื่มด่ำกันไป

เดินแถวนั้นเป็นแหล่งชอปปิ้งที่มีวัยรุ่นผิวดำออกมาเดินเล่นกันเยอะ
นึกว่าจะน่ากลัวแต่ดูๆไปก็ไม่มีอะไร ถึงเดินเป็นแก๊งแต่ก็ดูเหมือนเด็กสยามเกรียนๆ
แก๊งผู้หญิงก็เข้าร้านเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ๆอะไรอย่างนั้น แอบส่องๆทุกคนรองเท้าสีเด่นมากๆทุกคน


กินมื้อเย็น เป็นเบอร์เกอร์ที่กินซ้ำตั้งแต่เมื่อวาน
ขอบอกว่าเป็นอาหารกันตายที่ดีที่สุดในนิวยอร์ค โครตอร่อยราคาดี ชนะทุกที่
นึกอะไรไม่ออกก็shake shack นี่แหละครับ คิดว่าต่อให้กินทุกวันก็ยังได้
ขนาดต้องเตือนตัวเองว่าเปลี่ยนบ้าง เอะอะจะshake shackตลอดเวลา
ได้ข่าวว่าปีหน้าจะมาเปิดโตเกียวแล้ว รอ

หมดวันที่สอง เขียนไปหิวไป

หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 297,920 hits