You are currently browsing the monthly archive for เมษายน 2011.

วันนี้เลิกงานเดินโต๋เต๋ไปแถวชินจูกุ มีแต่เหล่าซาลารี่แมนที่อิดโรย พร้อมเมาในวันศุกร์
กำลังคิดว่าจะกินอะไรหรูๆซักมื้อตบท้ายเพราะกลางวันกินคัพนู้ดเดิลไป
ก็ไปเห็นร้านเสต็กเล็กๆ หน้าตาเหมือนในหนังโบราณ ราคาก็ไม่ได้แพงเท่าที่อยากจ่าย กินเเบบเป็นเซตพร้อมข้าวกับสลัดก็พันสองร้อยเยน (อืม จริงๆก็แพงละ)

มีแต่เคาเตอร์นั่งได้หกเจ็ดคนมั้งเลยต้องรอ
เข้าไปนั่งรอก็สังเกตว่าไม่มีกลิ่นเนื้อย่างไม่มีเสียงฉู่ฉ่าเหมือนร้านอื่นๆที่เคยกิน
คงเพราะเสิร์ฟบนจนธรรมดาไม่ใช่กะทะร้อน
คนมากินก็เป็นซาลารี่แมนกับสาวออฟฟิศท่าทางเหนื่อยๆกันทุกคน

พ่อครัวดูใจดีลูกมือคอยตักสลัดตัดเนื้อตั้งสามคน
เข้าไปแกก็เอาเนื้อย่างบนตะแกรง เนื้อก็ไม่ได้ไฮโซอะไร
ดูเหมือนที่ขายในซุปเปอร์เลย
แล้วก็จริงๆด้วยเพราะว่าถึงออกมาหน้าตาดูดี แต่มันก็เป็นเนื้อเกรดธรรมดาหลายๆ ไม่ได้นุ่มละลายในลิ้นอะไรเเบบที่เขาชอบอวดกัน แต่ที่เจ๋งคือซอสในขวดแบบญี่ปุ่นที่พ่อครัวแกเอามาทาก่อนจะย่าง ทำให้เสต็กราคาธรรมดานี่พิเศษกว่าทุกร้านที่เคยกินมา จริงๆคงเหมือนเนื้อย่างบ้านเราที่โดนน้ำจิ้มเจ๋งๆเข้าไป เนื้อเลวยังไงก็อร่อยล่ะนะ

กินไปนั่งมองร้านไปเงียบๆ แอบมีลายเซ็นคนดังกับเขาเหมือนกัน สองสามแผ่น ไม่รู้จักซักคน เป็นดาราโบราณ แต่ว่าหนึ่งในนั้นใบนึงเป็นของคุณป้าที่พากษ์เป็นโดราเอม่อน! (ที่รู้เพราะแกเขียนกำกับเอาไว้ไม่งั้นจะไปรู้ชื่อแกได้ยังไง 55)

กินจบแบบซึ้งๆ เข้าใจความรู้สึกของคนทำงานที่อยากกินอะไรอร่อยๆเป็นพิเศษ
แต่มันก็ไม่ได้มีเงินมากมาย ร้านนี้ก็คงคอยเติมพลังให้เหล่าซาลารี่แมนพวกนี้ ทำเสต็กให้อร่อยสุดเท่าที่จะทำให้ได้อยู่ในซอกหลืบเล็กๆของชินจูกุ

ตอนไปจ่ายเงินได้หยิบนามบัตรร้านมา
เขียนไว้แปลได้ความว่า
Le monde, God of steak

ถ้าเป็นหนังนี่ พรุ่งนี้ไปอีกทีร้านหายไปแล้วแหงๆ

http://www.lemonde-japan.com/

เดือนที่แล้วว่าจะเตรียมตัวกลับแต่ไปๆมาๆก็ดันได้งานแล้ว
ออฟฟิศเป็นพวกแนวๆฟรีเปเปอร์เพื่อแนะนำร้านไทยสินค้าไทยอะไรทำนองนั้น
ไม่ต้องใช้ทักษะมากเข้าเช้าออกเย็น เหมือนทำงานพิเศษแต่ไม่มีอาหารไทยให้กิน

ยังไม่ได้ทำอะไร อาทิตย์ที่แล้วก็ย้ายออฟฟิศจากเมกุโร่ไปโยโยงิ
กำลังเซ็งๆเก็บขยะอยู่ ท่ามกลางกองขยะที่มั่วสุดๆเพราะมีทั้งธงไทย นางกวัก
ใบปลิวแผ่นพับ คู่มือสอนภาษาไทย ไดเรคตอรี่ร้านอร่อย ข้าวเหนียว (ข้าวเหนียวจริงๆ เพราะเห็นเขาเอามาขายหรือแจกสมาชิกนี่แหละ) ก็มีคนหยิบเอากล่องพลาสติกสีแดง ขึ้นมาถามว่า อันนี้เก็บไว้มั้ยครับ เจ้าของบริษัทก็หันมาบอกไอ้คนนั้นว่า เอาไปสิไม่เอาแล้ว เวลาที่คนญี่ปุ่นจะตอบรับว่าผมก็ไม่เอาเนี่ยมันจะพูดแค่วินาทีเดียว
รอจนหมดวินาทีนั้นไปเราก็สวนไปทันทีว่าอาริกาโต้โกซาอิมัส กูเอา! ไอ้บ้า
นี่มัน olivetti รุ่น valentine หนึ่งเดียวแน่นอนแหงๆ





จากที่เคยเห็นแต่ในครอบแก้วในมิวเซียมกะในหนังสือ
นอกจากจะเป็นของบริษัท olivetti ที่เป็นบริษัทที่อาจารย์ที่ทามะเน้นแล้วเน้นอีก
เอาidentity manual มาให้ดูให้ลอก
(ลอกเลยครับแกบอกบริษัทญี่ปุ่นทุกอันลอกolivetti)
ยังเป็นproductผลงานของ Ettore Sottsass ที่สองเดือนที่แล้วได้ไปเกี่ยวข้องสัมภาษณ์ภรรยาเพื่อนรุ่นเดียวกันกับเขาคุณ shiro kuramata เพราะว่าทั้งคู่มีงานมาแสดงที่ 21_21 เพิ่งได้ศึกษาดูงานกันไป
ก็ได้เอาของในตำนานมาวางตั้งไว้ในห้องแคบๆนี่เฉยเลย (จะว่าได้มาฟรีก็คงไม่ใช่
เพราะยูนบอกว่าต้องขายวิญญาณแลกมันมา 55)

ยังอยู่ในสภาพพิมพ์ได้ หมึกจางๆไปบางตัว กลับไปอยากเอาไปเข้าอู่เช็คสภาพเหมือนกัน
ในยุคนี้ยังมีร้านไหนรับซ่อมพิมพ์ดีดอยู่บ้างไหมนะ

หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 297,920 hits