You are currently browsing the monthly archive for ตุลาคม 2010.

วันนี้ออกไปที่เกาะTeshima เป็นเกาะใหญ่ทีเดียว ขนาดเลือกท่าเรือลงได้สองทาง
เดินทางในเกาะต้องใช้รสบัส ทำเอาต้องตัดใจเลือกดูไปหลายงาน
แต่ว่าจุดประสงค์หลักของการมาเทศกาลนี้เกาะนี้ในช่วงเวลานี้
คือผลงานของ Ryue Nishizawa แห่ง SANAA ช่วงสองเดืิอนแรกมันยังไม่เปิด
เลยต้องเลื่อนมาเอาช่วงนี้ ซึ่งวันที่มานี่ก็เพิ่งจะเป็นวันที่สองของการเปิดทำการสดๆซิงๆ

มาถึงเปรี้ยวมาก พุ่งไปเช่าจักรยาน กะจะปั่นไปหอศิลป
ปรากฏว่ามันขึ้นภูเขา ต้องเข็นจักรยานขึ้นดอยตากแดดไปกว่ากิโล
มองไปลิบๆด้านล่างถึงได้เห็นว่าขึ้นมาสูงจริงๆ ไม่มีใครเดินเท้ามาหรอก
ระหว่างทางก็มีรถบัสผ่านไปสายตาชาวบ้านงงๆว่าพวกเอ็งจะเดินลากจักรยานขึ้นมาทำไม

เหนื่อยเเทบตาย ได้เห็นตัวตึกแล้วแต่ปรากฏว่าได้บัตรคิวเข้าตอนบ่ายสองครึ่ง คิวยาวไปโน่นแล้ว

ยังดียังพอรู้เวลาไม่ต้องต่อคิวยาวทั้งวัน เลยมีเวลาไปดูจุดอื่นก่อน
ระหว่างทางขี่จักรยานเล่นในเมืองก็เจอของฮาๆเล็กน้อย

แวะกินข้าวเสร็จก็ไปเจองานของ Olafur Eliasson ศิลปินที่เอาปรากฏการณ์ธรรมชาติมาทำงาน
งานนี้ชื่อ beauty จัดในตึกนี้

ข้างในเป็นห้องมืด มีเครื่องฉีดละอองน้ำออกมาโดนแสง ทำให้คนดูเห็นรุ้งในความมืด โหย
ถ่ายรูปเองไม่ได้ มีคนถ่ายวิดิโอไว้ ตามนี้เลย

สรุปเลยไปกินข้าวแล้วเอาจักรยานไปคืน ขึ้นบัสเเหละง่ายดี
ขึ้นเขาไปสักพักก็ลงมันกลางป่า มีทางเข้าไปชมงานTom Na H-iu ของ Mariko Mori
เห็นสภาพทางเข้าแล้วน่าสงสารคนเฝ้าใช้ได้
คือคนพวกนี้จะเป็นvolunteerมาทำงานก็จะเป็นวัยรุ่นหน่อย บางคนโชคดีได้อยู่ในเมืองกับเพื่อนๆ แต่น้องนี่ต้องอยู่ในตู้ไม้บนภูเขาคนเดียว จะโดนหมีคาบไปกินเอา

จากทางเข้าไปนิดนึงก็เป็นป่าทึบเลย นึกไม่ออกว่าจะต้องบุกไปดูงานกลางป่าแบบนี้

แต่พอขึ้นไปถึงยอด โหยยยยอีกรอบ มีหนองน้ำเล็กๆด้านบน
รอบด้านเป็นต้นไผ่ทึบล้อมวัตถุประหลาดกลางน้ำ เหมือนจะส่งเสียงออกมา
ไปอ่านเขาว่า มันจะเรืองแสงออกมาจริงๆเมื่อได้สัญญาณsupernova
ซึ่งถูกส่งข้อมูลมาจากเครื่องมือไฮเทค Super-Kamiokande ของมหาลัยโตเกียว
โธ่ แค่เอาปฏิมากรรมหินธรรมดามาตั้งตรงนี้แสงแบบนี้ ผมก็ซึ้งจะตายอยู่แล้ว


ในที่สุดก็ได้เวลากลับมาที่เมนคอร์สของวันนี้
Teshima Art Museum โดยศิลปิน Rei Naito และสถาปนิก Ryue Nishizawa
รอบข้างเป็นทุ่งนาแบบขั้นบันไดกับทุ่งดอกไม้ วิวดีหลายๆ

ตัวอาคารมีสองก้อน ดูข้างนอกไม่รู้เลยว่าข้างในจะเป็นยังไง แบ่งspaceเเบบไหน

หลังจากรับตั๋วจริง ฝากของแล้วก็ต้องเดินอ้อมไปด้านหลัง ก้อนเล็กนี่คือshop/cafe

เส้นคอนกรีต ขอบคมกริบแต่นุ่มfreeformแบบSANAA ตัดไปกับพื้นธรรมชาติ

พอผ่านโค้งไปก็มีที่นั่งบางเนียนรับกันกับทางเดิน เอาไว้ชมวิวเกาะ

หันหลังไปชมทางแห่งมรรคา จะทำทางตรงก็ได้แต่ไม่ทำ

มาต่อคิวหน้าทางเข้าอีกที จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าข้างในเป็นยังไง ตื่นเต้นดี

ปรากฏว่าห้ามถ่ายรูปแน่นอน แต่ว่าขอบอกว่าที่นี่เป็นสุดยอดประสบการณ์การชมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมจริงๆครับ ถึงชื่อของมันคือ Teshima Art Museum แต่มันมีงานชิ้นเดียว! เข้าไปจะเป็นพื้นที่สีขาวเวิ้งว้างไร้เสาไร้ผนัง มีรูใหญ่ๆขอบคมกริบอยู่สองรูรับเอาอากาศและแสงจากภายนอก ที่พื้นมีหยดน้ำวิ่งไปมาช้าๆตามแรงลม กระจายไปทั่ว บ้างก็มารวมกันเป็นแอ่งเล็กๆ รู้สึกที่พื้นเขาจะโค้ทติ้งด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้น้ำเป็นรูปทรงชัดเจนเหมือนน้ำวิ่งบนใบบัว ทุกอย่างรวมกันแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกเลย เขียนไปยังไงก็ไม่เห็นภาพนะ ลองไปดูเวบนี้เขาไปถ่ายได้ แต่ซักพักคงออกไปตามสื่อล่ะ

เเอบถ่ายด้านหน้ามาได้นิดนึง ไปอีกก้อนนึง ทางเข้าอันนี้เหมือนบ้านอนาคตในการ์ตูนโดเรมอน


ด้านในของคาเฟ่ อันนี้ที่รูรับแสงติดกระจกไว้กันฝน
เห็นสภาพรอบๆพวกสวนต้นไม้ยังไม่เรียบร้อยดี ถ้าอีกซักพักคงสวยสุดๆไปเลย
ในบรรดาผลงานทั้งหมดที่นี่เป็นที่ที่พีคที่สุดของเทศกาลนี้ คงด้วยขนาดของมันด้วย
ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาอีก สาธุ

ก่อนหมดวันไปเดินเลาะแถวท่าเรือกลับมีงานของTobias Rehberger
เป็นร้านอาหารด้วยในตัว ดูน่าอร่อยแต่ขายหมดแล้วทุกอย่างเหลือแต่น้ำ
ด้านในเป็นgraphicรุนแรง มันเข้ามุมเข้าเหลี่ยมพอดีหมดเลย
ต้องถึกมากพอดู


หมดวันไปอย่างสงบ

ดูงานที่เกาะนี้ได้ ที่นี่

ตอนบ่ายข้ามมาอีกเกาะนึงใกล้ๆกัน ogijima
ที่ท่าเรือมีคล้ายๆ information center สร้างจากตัวอักษร


เกาะนี้มีพื้นที่หาดแคบๆ มาถึงก็ต้องปีนเขากันไปเลย
ตามซอกซอยภูเขาก็จะมีงานแทรกตัวเป็นระยะ

งานpaintingของคนนี้จะกระจายไปติดตามกำแพงบ้านคนทั่วเกาะ

บรรดาเหล่าผู้ชม ที่ตรากตรำปีนเขามาดูงานศิลปะ


พอขึ้นมาสูงๆหันหลังกลับไปก็หายเหนื่อย วิวดีจริงๆ
เขาว่าเกาะนี้เป็นจุดที่เหล่าศิลปินอยากเอางานมาลงที่สุดเพราะโลเกชั่นสวยมาก


เวิ้งนี้ทำworkshopผลิตรถเข็นแบบต่างๆไปเรื่อยๆ น่ารักดี


ศิลปินจิตตกก็มี คนนี้เอาข่าวสงครามโรคระบาดคนตายอุบัติเหตุใหญ่ๆต่างๆมาแปะแล้ววาดภาพประกอบไว้ข้างๆ อีกหลังนึงเอาข่าวประกาศคนตายในหนังสือพิมพ์มาใส่ในซองแล้วเอาผงจากธูป
ใส่แขวนไว้เต็มห้อง ชั้นสองเป็นตุ๊กตาโบราณของญี่ปุ่นแบบเก่าเยินๆวางไว้เต็มห้องเหมือนกัน
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสยองมาก


อันนี้เอาพัดไม้ไผ่ญี่ปุ่นมาทำinstallationบ้านทั้งหลัง โชคดีมาตอนแดดสวยๆ


หมดวันแรกไปแบบสบายๆ ลาเกาะไปหาข้าวกินที่ฝั่ง
แถวนี้ของดังคืออุด้ง ชามนี้น่าจะไฮโซสุดของtripนี้แล้ว
เพราะหลังจากนี้หาของกินดีๆยากมาก

เข้าไปดูรายละเอียดงานต่างๆบนเกาะนี้ได้ ที่นี่

เพิ่งกลับจากการเที่ยวเทศกาลศิลปะ setouchi art festival งานนี้ไปจัดกันในหมู่เกาะ
ต้องขึ้นรถลงเรือกันวุ่นวาย นี่ยังรู้สึกเมาคลื่นมึนๆอยู่เลย
คนมากันเป็นแสนๆ เกาะแถวๆนั้นจากเดิมที่เป็นเกาะเกือบจะร้าง
มีแต่คนแก่เฝ้าบ้านก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา
เห็นคุณลุงเฝ้าท่าเรือบอกว่าทุกคนก็แฮปปี้ดีที่มีคนมาเที่ยว
ดูจากสภาพรอบนอกบริเวณแสดงงานแล้วก็ต้องทึ่งไอเดียคนคิดงานจริงๆ
เพราะมันร้างยิ่งกว่าตอนไปอาโอโมรินั่นอีก ชายหาดก็เฉยๆ อาหารก็ไม่มี
แต่งานศิลปะที่เอามาลงนี่สุดยอดมากๆ ต้องมาดูเองสถานเดียว ดีใจที่ได้เสียเงินมาดู

หลังจากขึ้นเครื่องมาลงที่ท่าเรือtakamatsu ก็ต่อเรือไปที่เกาะmegijimaเลย ขึ้นบกครั้งแรก ตื่นเต้นเหมือนในหนังสงคราม ท้ายเรือเปิดแล้วจะเจออะไรหว่า

งานชิ้นแรกเป็นป้ายนกติดเรียงเป็นแถวริมหาด ที่ป้ายข้อมูลจะมีแสตมป์เอาไว้ปั้มเป็นแรลลี่ว่าเราดูอะไรไปแล้วบ้าง

ป้ายฟ้าธงฟ้า ดีไซน์ของที่นี่ทั้งหมดน่าจะมาจากทีมnippon design center ก็โอเค ไม่หลง
ถ้าหลุดเข้าป่าไปเจอสีฟ้าแล้วจะดีใจ

ธงฟ้าเข้าไปอาคารแรก เป็นspaceนั่ง ฟังเสียงsound design จาก มหาลัยศิลปะและดนตรีAichi
ที่ทางเข้ามีกรวดหินที่มารู้ตอนเข้าไปแล้วว่าเป็นงานศิลปะเช่นกัน ประมาณว่าหลังจากนี้ต้องประสาทตื่นตัวพอสมควร อะไรก็เป็น art

ที่ฮิตของเกาะนี้คือ fukutake house ที่เอาโรงเรียนประถมมาทำเป็นห้องแสดงงาน
ป้ายและดีไซน์ต่างๆรอบตึกโดยMasayoshi Kodaira สวยงามเข้ากับตึกดี
ไอ้งานข้างในน่ะไม่เท่าไหร่ แต่บรรยากาศโรงเรียนเก่าในเกาะร้างนี่มันน่ากลัวพิลึก




ยังมีงานตามบ้านเก่าและบนชายหาดอีกเป็นระยะ
อันนี้เอาโรงเก็บของเก่ามาทำ
เดินขึ้นไปดูบนชั้นสองได้


กินข้าวเที่ยงในร้านริมหาดที่ตลอดทั้งหาดมีอยู่สองร้าน
สั่งยากิโซบะกินไปฮาๆ แกล้มกับเพลงของอาราชิที่ลูกสาวเจ้าของร้านเปิดอยู่ตลอด

ก่อนออกจากเกาะได้เจอของประหลาด มันคือโมอายของแท้จากเกาะอีสเตอร์
ไปอ่านมาว่าเอามาตั้งไว้นานพอดูแล้วด้วย
ขนมากันยังไงนี่ ประมาณว่าจะเอามาให้เป็นจุดขายของเกาะล่ะมั้ง

ดูรายละเอียดของงานบนเกาะ ที่นี่

นิทรรศการล่าสุดของ GB gallery ginza
ขนเอาหนังสือในครอบครองของ Kamekura Yusaku มาโชว์หลายร้อยเล่ม
สมแล้วที่เป็นตำนานของญี่ปุ่นและของโลก ตอนแรกว่าจะไปหลายที่
แต่หนังสือเยอะจนใช้เวลาไปทั้งวัน เล่มไหนที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นของจริงคุณลุงแกมีเล่มจริงทุกอัน แถมบางเล่มมีลายเซ็นคนเขียนแถมการพิมพ์โบราณยิ่งทำให้สวยเข้าไปอีก
อิ่มไปได้หลายวันเลย เห็นว่าของจริงมีเป็นหมื่นเล่ม น่าจะเปิดเป็นห้องสมุด
แต่คงดูแลยาก เพราะอย่างงานนี้ยังต้องใส่ถุงมือระวังกันสุดฤทธิ์









เป็นงานที่น่าประทับใจทั้งคุณภาพและปริมาณ

นานๆจะโผล่มาที otomo katsuhiroกับงานโปสเตอร์ห้าง atre ที่คิจิโจจิ
จริงๆแล้วมันมีหลายคนเป็นแคมเปญต่อเนื่อง อันนี้เป็นแผ่นสุดท้ายพอดี

หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 297,920 hits