You are currently browsing the monthly archive for พฤศจิกายน 2009.

ฮ่าฮ่า

ใช่แล้ววันเกิดปีที่สามสิบ ปีนี้ฉลองด้วยการไปดูนิทรรศการที่mori art museum
มีงานใหม่มาลงพอดี เลยไปดูงานartเอาฤกษ์เอาชัย งานนี้ชื่อ “Medicine and Art: Imagining a Future for Life and Love” เป็นการจัดงานศิลปะเกี่ยวกับการแพทย์และความตาย ช่างเหมาะกับวันเกิดเสียจริง

พอไปถึงก็ดังคาด ไม่สิ เกินคาด สุดๆไปเลย ทั้งศพจริงศพปลอม เครื่องมือเเพทย์ทุกยุคสมัย งานที่ชอบคือภาพถ่ายเจาะใบหน้าก่อนหลังของคนตายในอายุต่างๆ ไม่ได้โหดอะไร เหมือนนอนหลับนั่นแหละ บางคนก็ดูป่วยๆตอนมีชีวิตแล้วก็ดูหลับสงบๆตอนตายไปแล้ว บางคนก็เป็นคนแก่ที่ดูสายตาผ่านอะไรมามากแล้วก็แค่หลับตาลง ดูแล้วไม่รู้สึกกลัว งานง่ายๆแต่งดงาม
ไอ้partของจริงที่ขนมาจากscience museum ทั้งหลายนี่ล่ะสยอง มีคนที่ถูกฝานเป็นแผ่นบางๆ เอาของเหลวออกแล้วอัดพลาสติกใสๆเข้าไปเพื่อจะได้เก็บนานๆ ก็จะเป็นเป็นหัวคนรูปตัดบางๆประมาณ2มิล จากสมองลงไปเป็นกระดูกสันหลังอะไรต่อมิอะไร โอย ดูแล้วยิ่งกว่างานDamien Hirst ถ้าเอามาทั้งตัวคงมีคนเป็นลม นี่ก็มีป้ายเตือนให้ทำใจก่อนเข้าชมตลอดเวลา

ซึ่งก็มีงานตาDamien Hirstมาสองสามงาน พูดถึงเรื่องความตายและการแพทย์จะขาดเขาไปได้ยังไง นอกจากนี้ก็มีงานsketchอนาโตมี่ของดาร์วินชี่ ไอ้ผ่าศพออกมาเขียนนี่ก็เหวอแล้ว ยังจดโน๊ตกลับด้านขวาซ้ายกลับกระจกอีก คนหรือนี่ แล้วก็พวกอุปกรณ์การแพทย์โกธิคงามๆ แขนเทียมแบบยุคberserk กระเป๋าใส่ยางามวิจิตรยังกะใส่น้ำหอม ลูกตาปลอม อวัยวะปลอมยุคต่างๆ มีเข็มขัดกันชู้ด้วย ของใหม่ๆก็มีพวกขาเทียมหุ่นยนต์ รถเข็นคลื่นสมองไม่ต้องใช้มือทำนองนั้น

อันดับหนึ่งrankingจิตตกคือศิลปินคนนึงจากฟิลิปปินส์ มองไกลๆก็เป็นงานinstallผ้าใบสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวบนผนัง ฝุ่นๆบนtextureแปลกๆ เราก็นึกว่าเขาpaintลงบนกรอบไม้สีดำมั้ง เดินไปหน่อยเป็นจอทีวีแสดงขั้นตอนการทำผลงาน ตัวศิลปินกำลังขูดกระโหลกมนุษย์ลงพื้นพื้นtextureกระดาษทราย โอ้ ขอบคุณมาก conceptประมาณว่าเมื่อร่างกายของมนุษย์ทุกอณูกลายเป็นศิลปะอย่างแท้จริง และสื่อถึงความงดงามของความตาย โอยยยย เขาบอกว่าขั้นตอนการฝนกระโหลกนี้ใช้เวลา14วัน ถึงได้เสร็จสมบูรณ์กระโหลกหายไปหมดสิ้น เหลือแต่งาน ไอ้ที่เราเห็นเป็นสี่เหลี่ยมฝุ่นๆขาวๆตรงหน้านี่่ล่ะ

จิตตกสมบูรณ์แบบ ก็ได้เข้าไปดูproject complaint choir ใกล้ๆทางออก
ช่วยชีวิตไว้ได้ เพราะมันปลุกใจมาก นี่แหละชีวิต ผนังสี่ด้านค่อยๆแสดงวิดีโอcomplaint choir ของประเทศต่างๆ และนี่เป็นวันแรกของ complaint choir tokyo ก็น่ารักดี ไม่ค่อยบ่นอะไรสะใจเท่าไหร่ ดูเกรงใจๆตามประสาชาวญี่ปุ่น เลี้ยงหมาไม่ได้ รถไฟคนแน่นอะไรอย่างนั้น แต่ก็เป็นบันทึกความรู้สึกของมนุษย์ที่มีกับที่ๆตัวเองอยู่ จริงๆแล้วมันก็บ่นกันทุกเมืองนั้นแหละไม่ต้องห่วง ถ้ามันได้ไปแสดงในหอศิลปกรุงเทพมันคงจะเจ๋งมากๆ แต่ก็เข้าใจขึ้นว่ามันไม่ต้องทางการอะไรมากก็ได้ มีเมืองนึงเล่นกันอยู่เจ็ดเเปดคนก็มีแล้วแถมน่ารักสุดๆ ยิ่งดูก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว มันต้องมีบางกอก ประเทศไหนๆเขาก็มี ที่สิงคโปร์นี่ทางเมืองเขาห้ามเขายังทำกันได้ อยากทำๆๆ ใครอยากร่วมด้วยเรามาสุมหัวกัน

รักมหาลัยนี้จริงๆ วันนี้ได้ข่าวว่าโปสเตอร์ที่ส่งไปประกวดของปีนี้ก็ได้รับคัดเลือกอีกครั้ง
คราวนี้รางวัลอัพไปสองเท่าเป็นสองแสนเยน
สรุปว่าได้ตังคืนมาห้าแสนเยนแล้วจากที่นี่
รอดไปอีกเฮือก ดีที่จนด้วย ถ้ามารวยๆคงไม่ได้อารมณ์ลุ้นอย่างนี้
ทำงานประกวดต่อเงินไปทีละจึ๊กๆก็มันดี

เขาว่ามีคุยกันในกรรมการนิดหน่อยว่า คนเดียวกันได้ติดกันสองปีจะดีเหรอ แต่ว่าผู้อำนวยการฟันธงมาว่า แล้วจะเอาอันไหนแทน กติกาก็ไม่ได้เขียนไว้ เลือกที่งานก็ถูกแล้วนี่ คงไม่คิดว่าไอ้นี่มันยังจะมีหน้ามาส่งอีก โชคดีไป

ของจริงยังต้องรอพิมพ์ แปะเหล่าsketchที่ส่งและไม่ได้ส่งไว้ก่อน
ทำไว้ตั้งเยอะสุดท้ายก็ส่งไปได้แค่สองอัน เพราะไม่มีเวลาทำให้เนียน

รอดตายไปอีกเฮือกจริงๆ

ป่านนี้คงได้เห็นตามสื่อในเวบกันหมดเเล้ว
แต่อันนี้ในdesign tideนี่ชอบจริงๆไปเหวอกะโออยู่ตั้งนาน


เปิดได้สองด้าน แค่นั้นแหละ ชอบจริงๆ

ระหว่างนั้นก็มีอีเว้นต์เจอดีไซเนอร์ตามที่ต่างๆ
อันนี้เจอโดยบังเอิญ


taku satoh กับ issey miyake กำลังสนทนาธรรมกันอยู่ที่21_21วันปิด

ส่วนคนนี้ตั้งใจไปเจอ warwicker มาเปิดตัวหนังสือและidea magazine เล่มใหม่
ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น ซึ้งใจ ปิดฉากบทบาทกรุ๊ปปี้ได้อย่างสมบูรณ์ ต่อไปนี้เจอใครก็เฉยแล้ว ซื้อหนังสืออย่างเดียว

ซื้อมาอีกจนได้ แต่คราวนี้ราคาย่อมเยา2500เยนเท่านั้น
เป็นกล้องแถมในซีรี่ส์หนังสือotananokagaku
ที่ชอบเอาเรื่องวิทยาศาสตร์มาลงแล้วก็ติดมาพร้อมกับอุปกรณ์นั้นๆโง่ๆถูกๆแถมมาให้ต่อเล่นด้วย เล่มก่อนๆมีทั้งเครื่องเล่นแผ่นเสียงทำงานยังไง กล้องรูเข็ม ฯลฯ
เล่มหน้าเป็นกีต้าร์ไฟฟ้าจิ๋ว เอากะเขาสิ

กล้องตัวนี้เป็นแบบtwin-lens reflex cameraที่อยากได้มานานแต่ไอ้ที่ถูกสุดseagullก็หมื่นเยนได้มาเจอตัวนี้ตรงเสปค ใช้ฟิล์ม35 แถมยังมีการให่้คนโน้นคนนี้มาแนะนำการโมใช้งานแบบต่างๆให้ดูอีก หนังสือก็น่าอ่านดี เลยตัดสินใจเอามาต่อเล่นดู
ปรากฏว่าเกือบสูญเงินไปเปล่าๆ เพราะแผนผังที่ให้มามันพิมพ์น๊อตกับสปริงผิดไปสี่ตัว สี่ตัวเลยนะเฮ้ย ไอ้คนlayoutนี่สมควรโดนไล่ออก คือปกติพิมพ์ถูกก็ต่อยากอยู่แล้ว จนต้องมีวิธีต่อส่วนหน้ากล้องกับชัตเตอร์เป็นวิดีโอให้ในเวบเลย คงมีคนพลาดไปเยอะมาก



คลำอยู่สองวันก็สำเร็จออกมาจนได้ วันนี้ว่าจะไปถ่ายม้วนแรกที่ทาคาโอะซังก็ครึ้มซะจนไม่รอดแหงๆ พรุ่งนี้ก็ฝนตก ฮ่วย ตอนกดชัตเตอร์ก็มีเสียงแปลกๆ ต้องระวังไม่ให้พังเร็ว จะรื้อมาต่อใหม่ก็คงยัดกลับเข้าไปอีกไม่ได้แล้ว

ต่อไปถ้าอัดมาแล้วติดใจก็ต้องเป็น black bird fly สินะ 🙂

เคยเปิดไปเจอตอนดึกๆก็งงไปพักนึงว่านี่มันอะไรหว่า
ปรากฏว่าเป็นไตเติ้ลตอนจบรายการ2cool
เพลงเพราะดี วงนี้ชื่อハンバートハンバート(humberthumbert)
มีอัลบั้มมาแล้วตั้งหกชุด
เดี๋ยวจะไปตามซื้อมือสองมาเก็บไว้ เปิดในออฟฟิศมันต้องดีแน่ๆ

http://www.humberthumbert.net

2009110712242125703

วันก่อนได้เข้าไปในggg มีงานพี่คนนี้โชว์อยู่ เจ้าของบริษัทgraphที่ทำงานพิมพ์เทคนิคตระการลงในideaบ่อยๆ
เห็นมาตั้งแต่เด็ก ได้อ่านเจอว่าพ่อทำโรงพิมพ์เลยได้โอกาสทดลองอะไรแปลกๆมากมาย แต่ที่แปลกกว่าการพิมพ์คืออารมณ์ที่เกิดในงาน ทั้งspace ทั้งform
มันแปลกไปหมด บางงานก็อัดมั่วจนเหมือนไม่ได้ดีไซน์
fontก็ใช้จนเกินพอดีตามความพอดีของดีไซเนอร์ทั่วไป ทั้งยืดทั้งหดมั่วไปทุกอย่าง แต่สรุปว่าชอบมากๆจนต้องอุดหนุนหนังสือ
ตอนดูงานอยู่ได้เจอ sanoken มาเดินกับผู้ช่วยด้วย เดาเอาว่าคงรู้สึกชอบแบบมึนๆเหมือนกัน

http://www.moshi-moshi.jp/

หึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า
เอาจนได้ อีพี่โน๊ตได้เข้าบ้านhpแล้ว อีกสองวันฉาย
ไม่เคยสนใจรายการreality showครั้งไหนเลย สงสัยคราวนี้ต้องตามเชียร์
ถ้ามีโหวตก็ช่วยๆกันหน่อยนะครับ
คนอินเดียเขามีเพื่อนเป็นหมื่น

http://www.hpspace.com/en/Profiles/Contestants/Note.aspx

ส่งโอกลับไปเมื่อบ่ายวันนี้
เวลามีเพื่อนมาก็เลยได้ทำอะไรตามใจ กลายเป็นนักท่องเที่ยวตามไปด้วยอีกคน ยิ่งคราวนี้คิดว่าอาจจะเป็นรอบสุดท้ายเลยยิ่งปล่อยไหลสุดๆ อยากกินอะไรก็กินอยากไปไหนก็ไป โอก็โชคดีเพราะถือว่ามาโดนของดี ที่เด็ดๆที่เก็บข้อมูลมาตลอดสี่ปีเต็ม
ทุกร้านทุกที่ทุกเมนูเป็นจังหวะพีคที่สุดแล้ว เสียอยู่อย่างคือพอมันกลับไปก็ใจหาย พร้อมกับเงินในกระเป๋าและเวลาสองอาทิตย์ 55

พรุ่งนี้ก็จะกลับไปมหาลัยสะสางงานที่จะต้องส่งอาทิตย์หน้า และเริ่มคิดเมนูทำข้าวกินเองเหมือนเดิมซะที รูปที่มีเดี๋ยวจะทยอยลง

โปรเจคสร้างสรรค์ Complaint Choir ที่ให้คนมาบ่นเมืองตัวเองเป็นเพลง
ตอนนี้กำลังเตรียมการบ่นโตเกียวกันอยู่ จะได้ดูที่mori art museum
ปลายปีนี้ เตรียมตัวฮา

สิงคโปร์

ชิคาโก้ เพราะเลย

เบอร์มิ่งแฮม ที่แรก

เฮลซิงกิ

ไปเมืองไทยเถิด ได้โปรด สงสัยจะร้องได้ซักห้าชั่วโมง
http://www.complaintschoir.org/

ไม่ได้ยุ่งกับblogเลย เพราะว่าเอาแต่พาคนศิลป์ๆอย่างโอเที่ยวโตเกียวอยู่
มันมาในช่วงพีคของโตเกียวเสียด้วย ดูกันไม่หวาดไม่ไหว ทั้งนิทรรศการ งานบรรยาย จนต้องเลือกทิ้งไปหลายงานเลยทีเดียว

ดูอะไรมาบ้าง
– mori art museum Ai WeiWei
– without thought10 “box”
– john warwicker
– design tide
– 100% design
– verner panton
– 21_21 “The Outline: The Unseen Outline of Things”
– kengo kuma “Studies in Organic”
– IDEO
– “Detour” moleskine
– งานตัดสินposter นิทรรศการของ mori

พรุ่งนี้จะไปดู julian opie กับ D&AD

หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 300,266 hits