เกียวโตคือเชียงใหม่เราดีๆนี่เอง ถนนหนทาง ของกิน ราคา ร้านรวง
อัตราส่วนนักท่องเที่ยวกับคนท้องถิ่นเป็นครึ่งต่อครึ่ง เห็นชัดตอนรถเมล์จอดตามป้ายที่เที่ยวฮิตๆ พอนักท่องเที่ยวลงไปหมดก็จะเหลือแต่ป้าลุงแก่ๆ
ถ้าเป็นเราคงจะรำคาญพวกฝรั่งนี่อย่างหนัก แต่เห็นเขาก็เฟรนลี่กันดี

เทียบกับความ “มีแม่งทุกอย่าง” ของโตเกียวแล้ว พูดแนวเซนหยาบๆก็คือที่เกียวโต “ไม่มีอะไรเลย” แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตที่ดีได้ง่ายๆ น่าจะไปแก่ตายได้อีกเมืองนึง

การเดินเที่ยวจะว่าง่ายก็ง่าย เพราะถนนหนทางมันไม่ได้มีอะไรเยอะแยะซับซ้อน
แต่ว่าแต่ละจุดมันจะห่างๆกัน ไปอยู่นานๆน่าจะเก็บพวกคาเฟ่ร้านขนมได้มากกว่านี้ ชอบที่ร้านมันจะไม่เน้นโครงสร้างภายนอก แต่จะเป็นการแต่งให้กลมกลืนไปกับตึกเก่าๆ เดินหลงๆเก็บรายละเอียดจะสนุกกว่าการตั้งใจไปดูมหาสถาปัตยกรรมแบบในโตเกียว

รูปทั้งหมดถ่ายด้วย ricoh gx200 ชอบจริงๆ ดีที่ซื้อก่อนไป

_

paulsmith เกียวโต สาขานี้ร้านงามมากๆทั้งข้างนอกข้างใน

k02

ร้านของgroovisions เจอโดยบังเอิญ หลังจากสาขาที่nakameguroเจ๊งไป
ลืมไปแล้วด้วยว่ามีสาขาที่นี่ เลยสอยโปสเตอร์มาเซตนึงเป็นที่ระลึก

k03

หน้าปากซอย จะรู้ไหมครับนี่ ต้องตักบาตรร่วมกันมาถึงจะหาเจอ

k04

เริ่มเปิดด้วยไอติมน้ำเต้าหู้และโดนัทจากเต้าหู้ อืม ปาท่องโก๋น่ะแหละ
ตอนกลับเมืองไทยเห็นแว๊บๆที่อิเซตัน อร่อยได้เท่าที่นี่จะดีใจมาก

k06

มื้อแรกด้วยราเมงหน้าตลาด ยูนทำเป็นเปรี้ยวสั่งแบบ”เผ็ดที่สุดในญี่ปุ่น”
ซึ่งควรจะเขียนว่าเผ็ดที่สุดในโลกมากกว่า มื้อนี้พลาด กินแทบไม่ได้
เป็นการทักทายว่า อย่่ามาดูถูกเกียวโตนะเฟ้ย

k07

หน้ามันดุมาก ถ้ามีรูปให้ดูก็คงไม่สั่งหรอก

k05

เลยออกมาล้างปากด้วยหอยเผาจากฮอกไกโดที่บาร์ยืนกินแถวนั้น
อร่อยที่สุดตั้งแต่กินสัตว์ประเภทนี้มา เจ๋งจนไม่คิดว่าจะมาในราคาตัวละร้อยเยน

เท่านี้ก่อนล่ะ ต่อไปจะพาไปทัวร์วัดตามประสาคนใจหยาบ

k08