You are currently browsing the monthly archive for พฤษภาคม 2008.

แคมเปญช่วยโลกร้อนจากโรงแรม Hans Brinker
KesselsKramer เจ้าเก่า
อย่างนี้เรียกว่าเข้าทางตีน

http://www.hans-brinker.com/

Advertisements

หิวสุดโครต ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันแบบนี้ ตื่นเก้าโมงเช้า
กว่าจะได้กินข้าวเช้าปาไปสามทุ่ม!!

ต้องตื่นเช้าเพื่อไปเอาใบอนุญาติทำงานพิเศษ
แล้วก็ต้องแจ้นเข้าห้องเรียนไปตอนบ่ายโมง เรียนๆอยู่
ก็ต้องแจ้นไปฟังเลคเชอร์ มีคนจากRCAมาบรรยายให้ภาคproduct
ชื่อคุณTom Barker
ก็เป็นแนวผสานเทคโนโลยีกับการออกแบบ
ชอบไปรับจ๊อบให้สาขาอื่นๆ อย่างzaha hadid,hussein chalayan
London Eye ก็คนนี้แหละที่ไปทำกระเช้าให้
ตอนนี้เขาทำproject go globalเที่ยวไปจัดworkshopที่โน่นที่นี่
มีเมืองไทยด้วย รู้สึกว่าจะไปเชียงใหม่ ญี่ปุ่นเห็นงานตะกร้าผลไม้จากขาไก่แล้วก็อึ้งกันไป

ฟังบรรยายอย่างรื่นหูมากๆ สะใจ ไม่ได้ยินสำเนียงอังกฤษมานาน
พอหลังบรรยายเขาก็มาบิวต์ประมาณว่าเรียนจบแล้วจงทำบริษัทของตัวเองกันเถิด
แล้วก็ถามว่าใครมีความฝันอยากทำproductแบรนด์ของตัวเอง
ในห้องนั้นไม่มีใครยกมือว่าอยากตั้งเองเลยซักคน
ทั้งหมดเลือกที่จะเข้าไปทำงานในบริษัท
ฝรั่งหน้าเสียไปนิด บอกว่า เขาเข้าใจว่าที่ญี่ปุ่นมันลำบาก แต่ว่า
“Please try and fail ….and try again and fail better”
เพราะถ้าไปถามแถวๆยุโรปหรือเอเชีย(คงจะเป็นบ้านเรา)เขาว่ากว่า40%เลือกที่จะทำอะไรเอง
ตอนนี้28%ของธุรกิจในlondonเขาก็ว่าเกิดจากบัณฑิตจบใหม่ที่ทำอะไรของตัวเองนี่แหละ

จบไปตอนสี่โมงครึ่ง
ต่อด้วย taku satoh มาบรรยายให้กับภาค information design
เรื่อง “delicious information”
คนแน่นล้นฮอลล์ นั่งกันเต็มทางเดิน ประมาณงานเดี่ยวโน้สอุดมเลยเชียว
คราวนี้หูดับ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่าฮากันเป็นระยะ แกพูดจาล่กๆ
แต่งานดีระยับ ก็เล่าถึงlotteที่เป็นเพนกวิน งานขวดนมoishii
เขาว่าไม่ว่าอะไรถ้าคิดแล้วมันก็เป็นinformationที่ต้องการcommunicateทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นfont สี กระดาษ แม้แต่ราคา ก็คือการสื่่อสารอะไรบางอย่างออกไป
หรือแม้แต่การไม่สื่อสารอะไรเลย เวลาที่ทุกคนตะโกนแข่งกันหมด
ถ้าไม่ตะโกนเสียงดังมากที่สุด ก็ทำตัวให้เงียบสงัดมากๆมันก็เด่นได้เหมือนกัน
เนื้อหาเดียวกับตอนที่มาTCDCก็เลยรู้เรื่องหน่อย มีเพิ่มมาแค่ที่ทำwaterให้21_21
ช่วงคำถามฮามาก เด็กมันก็ถามอะไรไม่รู้
คนนึงถามว่าบทบาทของดีไซเนอร์คืออะไร แกบอกว่า ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดก็ได้นะ
คือเวลาทำงานเนี่ยก็แค่สิ่งที่ควรทำ แล้วก็ไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แค่นั้นเอง ง่ายๆ
อีกคนถามทิ้งท้ายว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต (เหมือนถามว่าชีวิตคืออะไรเลยว่ะ)
คำตอบแกขอเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ชอบแทน คือการเล่นเซิร์ฟ ฮ่าฮ่า
แต่ก็เสริมว่า มันคือการเรียนรู้ที่จะผสานตัวเข้ากับธรรมชาติและรู้ขีดจำกัดของตัวเองเวลาอยู่ในทะเล
เป็นดีไซเนอร์แนวเซ็น

แต่ว่าทั้งหมดนี้ไม่ทำให้ท้องอิ่มเลยแม้แต่น้อย แล้วเสือกมาวันเดียวกัน หิววววววววว
จนพบความจริงว่าโอโตยะแถวบ้านปิดห้าทุ่ม สุดยอด
คราวนี้หิวไรดึกๆก็ออกไปกินได้แล้ว

เมื่อเช้าเดินผ่านแผงหนังสือที่เซเว่น มีการประกาศบนปกว่า
อาดาจิ มิซึรุ ขายการ์ตูนไปได้กว่าสองร้อยล้านเล่มเเล้ว

200,000,000 เล่ม!!!!
ถ้าเล่มละ300เยนก็ตกประมาณ 60,000,000,000 เยน
นี่ยังไม่รวมอนิเม หนัง สินค้า
ก็น่าจะประมาณ 100,000,000,000 เยน
แปลเป็นไทยไม่ถูกแล้ว

จากการ์ตูนของคนๆเดียวเศรษฐกิจญี่ปุ่นเคลื่อนไปได้ขนาดนี้
แถมเป็นการ์ตูนที่ตัวละครหน้าเหมือนกันทุกเรื่องอีกต่างหาก

ไปอ่านเพิ่มมาว่าขายได้ตกนาทีละสิบเล่ม
และคนญี่ปุ่นทุกคนจะมีติดตัวคนละ1.5เล่ม

今日コンビニで見ました。
あだち充先生の漫画はついに2億冊を達成した。
すごい!!!!!

104 (Le Cent Quatre)
cultural institute จากฝรั่งเศส
identity จากชาวเนเธอร์แลนด์ Experimental Jetset

มีคู่มือให้ศึกษา
http://www.experimentaljetset.nl/104_Manual_First_Edition.pdf
http://www.experimentaljetset.nl/104_Manual_Second_Edition.pdf

“Red Album” out June 3rd, 2008!
สรรเสริญyoutubeกันเต็มเหนี่ยว นอกจากok goแล้วก็มีวงนี้แหละที่ทำได้

มีคนรวมไว้ให้ดูจริงๆด้วย จากyoutubeทั้งหมด24ตัว
จำนวนคนดูรวมทั้งหมดคงประมาณร้อยล้านคนได้
แค่ไอ้เด็กแว่นอ้วนนั่นก็ปาเข้าไป14ล้านครั้งแล้ว
ใครไม่getอันไหนเข้าไปดูได้
ที่นี่

เห็นออกอัลบั้มรวมฮิต อยากให้มาร้องเพลงไทยเพราะๆอย่างนี้ซักชุดจัง
ワウ。。。びっくりした。
小野リサはタイの歌を歌えた。いい曲ですね、もっともっと聞きたい。

คำร้อง-ทำนอง: จันทนีย์ อูนากูล
เหม่อมองดูสายน้ำวน
เหม่อมองสายชลช่างไหลริน
เหม่อมองดูนกผกผินบินลับไป
ยามเหงาเราถอนใจบินไปไม่กลับมา
เปล่าเปลี่ยวจริงหนอหัวใจ
อยากจะรักใครเศร้าใจทุกครา
หมดแรงกำลังอ่อนล้าและหลงทาง
เจ็บนั้นยังเจ็บมิจาง อ้างว้างดังสายชล
แม้ใจจะเจ็บเก็บมาคิด ๆ
อดีตยังงามล้ำล้น
มิเคยลืมภาพเราสองคน
มิเคยลืมยังหลอกลวงตน
มิเคยลืมว่าเคยรักเธอสายชล
หลั่งรินไหลวนมาพานพบเจอ
เหตุการณ์ผ่านไปยังเผลอพะวงทุกวัน
อกเอ๋ยขมขื่นตื้นตันจากกันหรือฝันไป

อาทิตย์นี้มีจัดสองเจ้าเจ๋งๆคือbauhausกับalan fletcherที่ggg
งานแรกจัดแถวๆอุเอโนะ เป็นหอศิลปของtokyo art university
เขาว่าเป็นการจัดสเกลใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดเรื่องของbauhausมา
แต่เราว่าตัวนิทรรศการทำออกมาจืดจ๋อยมาก
เอาเก้าอี้มาวางๆแล้วก็มีกระดาษแปะโฟมบอกรายละเอียดข้างๆ
เสียดายของดีๆที่อุตส่าห์ขนกันมา ถ้าจัดที่อื่นน่าจะดีกว่านี้
ที่ tcdcเรายังว่าน่าจะทำได้ดีกว่าเลยขอบอก
ส่วนดีคือการจำลองห้องครูใหญ่ Walter Gropius ให้เข้าไปเดินเล่นได้
แล้วก็งานวิดีโอของ Oscar Schlemmer ไม่เคยดู ล้ำยุคเหลือหลาย

วันนี้ก่อนไปเป็นบ๋อยก็ไปแวะที่gggมีงานของalan fletcher

รวมโปสเตอร์คลาสสิคทั้งหมดทั้งมวลที่เคยเห็น
ออกมาแล้วอยากเปลี่ยนชื่องาน

ตัวนี้พ่อทุกสถาบัน

ช่วงนี้เรียนแบ่งสมองเป็นสองซีกมากๆ ซึ่งสุดโต่งทั้งสองวิชา
วันศุกร์เรียนโฆษณา ต้องไปเรียนรวมกับปีสาม
โฆษณานี่ลงเรียนมาเดือนกว่า รู้สึกเหมือนกำลังเรียนการตลาด
เป็นแนวกลยุทธ์ล้วนๆ งานที่ส่งกันก็ยังไม่ใช่งานดีไซน์แต่เป็นตารางชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย
ไม่ใช่แค่ว่าใช้ฟอนต์อะไร จะพูดยังไง อายุเท่าไหร่ ตื่นกี่โมง นอนกี่โมง
ขึ้นรถไฟแบบไหน ต่อสถานีอะไร กินข้าวกับใคร อ่านหนังสือเล่มไหน
รวมทั้งเจาะข้อมูลของคู่แข่งอย่างน้อยอีกสามเจ้า
เช่นถ้าทำให้mos burgerก็ต้องรู้เวลาเฉลี่ยที่คนเข้าไปนั่งในแมคโดนัลด์
ถ้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้อย่างถ่องแท้ ทำอะไรไปสวยแค่ไหนก็เปลืองตัง
ยิงไม่โดนเป้าประมาณนั้น ก็เออ ตั้งใจดี เป็นแค่เด็กปีสามเอง
จริงๆก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเอเจนซี่โฆษณาล่ะนะ
แต่ว่ารู้สึกว่าไม่เกี่ยวกะกูยังไงไม่รู้ แต่ก็ทำให้รู้ทันการทำงานแบบญี่ปุ่นเพิ่มมานิดนึง
คือคิดแม่งทุกจุด จุ๊กๆจิ๊กๆ คิดอยู่นั่นน่ะ ยิ่งใครจุกจิกเก่งยิ่งจะได้รับการชื่นชม
โอ้ เอซังเก่งจริงๆ ฉันไม่ได้คิดถึงชุดนอนของกลุ่มเป้าหมายมาก่อน
เลยยิ่งแข่งกันคิดจุกจิกไปใหญ่

ยังดีว่าวันพุธไปเรียนทำโปสเตอร์
ก็ไม่ต้องคิดถึงหลักเหตุผลใดๆ ว่ากันที่ความงามล้วนๆ
แถมเป็นการเรียนแบบตัวต่อตัว เอางานไปคุยกับอาจารย์หน้าห้อง
ไม่ถึงคิวก็ไปนอนเล่นที่อื่นได้ ก็จะค่อยๆพัฒนาแบบไปเรื่อยๆ
แก้แล้วแก้อีกทุกอาทิตย์ วิชานี้จุดประสงค์คือ1เทอม ได้สุดยอดโปสเตอร์คนละ1ใบ
เทียบเวลากับปริมาณงานไปแล้ว แม่งcraftกว่าthesisตอนที่อยู่เมืองไทยอีก
เเล้วก็ยังสงสัยว่างานที่ทำช่วงเวลานานๆ
มันจะดีกว่าเสมอไปรึเปล่าหว่า อย่างงานจริงบางทีก็มีช่วงอืดๆหมดแรง จนสุดท้ายงานจ๋อยไปก็มีนิ

ผมเล่นเกมนี้กับเพื่อนๆในเวบบอร์ดคณะเมื่อ5ปีที่แล้ว
ตั้งหัวกระทู้ว่า เรามาคิดพล็อตหนังที่อยากดูกันอะไรประมาณนั้น
คิดเสร็จเราก็ทิ้งมันไว้อย่างนั้น ลืมไปหมดเเล้ว
มีคนไปขุดมันกลับมา ทำให้รู้ถึงความคิดความอ่านและสภาพสังคมตอนนั้น
ยิ่งรู้สึกว่าควรจะเขียนอะไรเก็บไว้เป็นกิจวัตรให้เยอะๆ พอมาเจออีกครั้งจะรู้สึกดี

1.เด็กเก็บลูกเทนนิสในวิมเบอร์ดัน เขาต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมายเพื่อเข้าไปเก็บลูกในกีฬาระดับโลก ระหว่างนั้นเขาพบกับ1ใน10อาชญากรที่อันตรายที่สุดในแฟ้มfbi ที่เคยเก็บลูกในเกมปี1968 มาเช่นกัน พวกเขาจะต้องต่อสู้กับทีมเก็บลูกจากญี่ปุ่นที่ได้สปอนเซอร์เต็มเหนี่ยวคือค่ายเกมยักษ์ค่ายนึงที่ต้องการข้อมูลลับของนักเทนนิสไปทำเกมที่จะล้างสมองเด็กๆทั่วโลก

โดย . [19 ต.ค. 2545 , 01:42:29 น.]

2.เวบมาสเตอร์ของเวบหลุดโลก ค้นพบความลับที่น่ากลัวของพันทิบดอตคอม ว่ากำลังวางแผนล่อลวงเด็กผู้หญิงมาสร้างเวบแอบถ่ายโดยใช้ข้อมูลจากการลงทะเบียน จึงรวบรวมเอาแฮกเกอร์นิสัยหยาบคายแต่ฝีมือคอมขั้นเซียนมาสกัดแผนร้ายนี้ โดยส่งรหัสผ่านกระทู้ในพันทิบ ขณะเดียวกันทางพันทิบก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ จัดการจ้างมือโปรจาก yahoo มาแก้ลำ …

โดย . [19 ต.ค. 2545 , 01:59:19 น.]

3.พนักงานในกองเซ็นเซอร์ที่ทำงานอย่างหนักมาตลอด15ปี เช้าวันหนึ่งเขาตื่นมาพบว่า เขาไม่สามารถมองเห็นบุหรี่ที่อยู่ในปากของเขาได้ รวมทั้งสิ่งต่างๆที่ขัดกับระะบบเซ็นเซอร์ของเมืองไทย การดิ้นรนให้พ้นจากภาพโมเสกของเขารู้ไปถึงหูของบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของโลกที่หวังจะนำเขาไปผ่าสมอง ทดลองการนำสื่อโฆษณาเข้าไปในหัวมนุษย์

โดย . [19 ต.ค. 2545 , 23:58:48 น.]

4.นักเรียนแพทย์หนุ่ม ภายหลังการชันสูตรศพ ได้ค้นพบว่า ไส้ติ่งที่ไร้ประโยชน์นั้น สามารถมีชีวิตได้โดยสูบกินสารอาหารและอวัยวะภายในร่างมนุษย์ที่ตายแล้วซึ่งถ้าตัดมันออกมานั้น ไส้ติ่งจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2นาทีเท่านั้น ในตอนนี้ นักเรียนแพทย์หนุ่มมีไส้ติ่งอยู่ 2เส้น เส้นแรกย่อมเป็นของเขา ส่วนอีกเส้นเป็นของ….

โดย โอว [20 ต.ค. 2545 , 01:08:29 น.]

5.ลูกชายของพิธีกรเกมกำจัดจุดอ่อน ได้เติบโตขึ้นท่ามกลางคำเย้ยหยันต่อแม่มาตลอก ไม่เว้นแม้แต่ในที่ทำงานใหม่ วันหนึ่งเมื่อความอดทนถึงขีดสุด ฆาตกรรมฆ่าต่อเนื่อง “the weakest link”ก็ถือกำเนิดขึ้น การตายอย่างปริศนาของเหล่าผู้ที่โดนสังคมรังเกียจถูกพาดหัวไม่เว้นแต่ละวัน ล่าสุดอดีตผู้ว่าสมัครตายอนาถอยู่บนกองแบบจำลองหอศิลปกทม.ที่ไม่ได้ถูกสร้าง พร้อมกับข้อความเลือด “แกคือจุดอ่อน!!!”

โดย . [20 ต.ค. 2545 , 16:23:56 น.]

6.นักคำนวนสติเฟื่องที่ดำรงชีพด้วยการขายเลขเด็ดใส่ซองแถวหน้ากองฉลาก วันนึงเข้าได้พบว่าตัวเลขที่เขาคำนวนได้นั้นบังเอิญเป็นรหัสลับในการเชื่อมต่อทฤษฏีสัมพันธภาพเข้ากับทฤษฏีเมต้าฟิสิกส์ โดยสูตรตัวเลขนั้นเป็นตัวไขความลับของจักรวาลไปสู่มิติที่ 5 6 7 8 และ 9 เพื่อใช้ในการเดินทางข้ามจักรวาล เขาต้องถูกตามล่าโดยองค์กรลับจากทิเบตผู้กุมความลับในการเดินทางไปพบพระพุทธเจ้า!!!!!!

โดย duidui [21 ต.ค. 2545 , 01:42:03 น.]

7.คนขายซีดีเถื่อนในพันธ์ทิพย์พลาซ่า วันนึงเขาพบว่าแผ่นซีดีหน้าตาประหลาดแผ่นนึงบรรจุโปรแกรมที่เล็ดลอดมาจากองค์กรนีโอนาซี ที่จะใช้โปรแกรมนี้ในการยึดครองโลก และชุบชีวิตฮิตเลอร์ขึ้นมาอีกครั้งนึง หลังจากที่เขาไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์จากสมาคมดาราศาสตร์ เขาต้องเอาตัวรอดสุดชีวิตหลังจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดๆขึ้นคือพันธ์พลาซ่าโดนวางระเบิดผู้เชี่ยวชาญถูกสังหารอย่างทารุณ…..

โดย duidui [21 ต.ค. 2545 , 01:50:40 น.]

8.นักเขียนหนุ่มผู้ซึ่งกำลังประสบความสำเร็จสูงสุด โดยการได้รางวัลซีไรต์มาหมาดๆ ชีวิตเขากำลังไปได้สวย เขาประสบอุบัติเหตุทำให้สูญเสียความสามารถในการเป็นนักเขียน หลังจากที่เขาพึ่งเซ็นสัญญา หนึ่งหมื่นล้านเหรียญ ในการเขียนภาคต่อของนิยายอิงอนาคตที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ในสัญญาระบุว่าหากเขาไม่สามารถทำตามสัญญาได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ เขาจะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวน 10 เท่าของสัญญา เขาต้องเขียนงานในภาคต่อให้สำเร็จโดยมีแฟนสาว ดาราเป็นผู้ช่วย

โดย duidui [21 ต.ค. 2545 , 01:59:13 น.]

9.โอซามะ บินลาเดน ค้นพบสัจจะธรรมในระหว่างหนีการตามล่าของสหรัฐอเมริกาแถบชายแดนทิเบต เขาคิดที่จะหยุดทุกอย่างที่เคยทำ แต่เขาจะบอกกับลูกสมุน ของเขาที่มีอยู่ทั่วโลกว่าอย่างไร…..

โดย duidui [21 ต.ค. 2545 , 02:02:53 น.]
10.พวกเรายังจำสันติสุข-จินตรา ได้อยู่รึเปล่า จากคู่ขวัญขวัญใจชาวไทยยุคนึง มาวันนี้ทั้งสองกลายเป็นนักแสดงบทแม่ และคาดว่ากำลังจะถูกลืม แต่มาวันนึงก็มีเรื่องให้ทั้งโลกรู้จักพวกเขา… เมื่อตื่นมาตอนเช้า สมศรีส่องกระจกตามปกติ เหมือนดูทีวียุค 80 หน้าเธอกลายเป็นจินตรา!ชีวิตคนทั้งโลกเปลี่ยนไปนับแต่นั้น จำนวนคนหน้าเหมือน จินตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงหน้าตา กระทั่งเรื่องอื่นๆอย่างเสียงหรือนิสัยก็เปลี่ยนไปตามจินตราต้นฉบับด้วย วงการการแพทย์ระบุว่าเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง โดยต้องการตัวจินตราตัวจริงมาวิเคราะห์เป็นวัคซีน หลังจากประกาศออกไป จินตรากว่า 6000 คนแห่กันเข้ามา บอกว่าตัวเองเป็นตัวจริง! แล้วจินตราตัวจริงจะทำอย่างไร เมื่อความมีตัวตนถูกทำลาย เรื่องยุ่งไปอีกขั้นเมื่อวันต่อมาสมบูรณ์ตื่นมาพบว่าหน้าตาตัวเองเหมือนสันติสุข…

โดย . [24 ต.ค. 2545 , 15:38:37 น.]

11.โอ๋ นักร้องสาวหน้าใหม่เธอได้ออกเทปโดยไม่ค่อยเต็มใจนัก โดยนายทุนที่เคยมีบุญคุณต่อกัน ในการแสดงสดเธอจึง แสดงภาพพจน์ที่ออกจะดูประสาทประสาท บ้าคลั่งเสียสติ เพื่อประชดนายทุนของเธอ…. หลังจากการแสดงสดครั้งแรกทำให้เธอดังระเบิดภายในเวลาชั่วข้ามคืน เพลงภาษาอังกฤษที่มีอยู่เพียงเพลงเดียวขึ้นอันดับ1 bill board chart และติดอันดับ1ยอดขายที่อังกฤษและญี่ปุ่น แฟนๆหลงใหลในภาพพจน์เสียสติของเธอเป็นอย่างมาก เธอจะเลือกอะไรระหว่างชื่อเสียงเงินทอง กับขอตัวตนของเธอกลับคืนมา

โดย duidui [26 ต.ค. 2545 , 02:18:30 น.]

12.นักบินอวกาศขาย-หญิง ชาวเอเชีย ถูกส่งตัวขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทร์อีกครั้งหลังประสบความสำเร็จในการสร้างอาณานิคมดำรงค์ชีวิตบนดวงจันทร์ได้ ท่ามกลางสงครามโลกที่กำลังประทุขึ้นระหว่างอิรักกับสหประชาชาติ การสำรวจเป็นไปด้วยดี แต่แล้วเช้าวันนึงบนดวงจันทร์ ชาย-หญิงบนดวงจันทร์ ได้เห็นภาพการระเบิดของโลกด้วยอาวุธนิวเคลีร์ยแหลกเป็นจุล ทำให้ทั้งสองช๊อก … เหมือนกับตำนานในคำภีร์ไบเบิ้ลจะเป็นจริง มนุษย์ ชายหญิง คู่สุดท้ายของมวลมนุษย์ชาติ ต้องดำรงค์เผ่าพันธ์ของตนต่อไปเช่นไร

โดย duidui [27 ต.ค. 2545 , 03:49:06 น.]

ลองเล่นดูไหมครับ หนุกดี

กลับบ้านไปซื้อหนังสือมาอ่าน หนึ่งในนั้นคือ ช่างคิด
ของสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก ก็มีการรวบรวมเอาคนในวงการโฆษณา
มาช่วยกันดันแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ๆ
สำหรับเด็กนอกวงการอย่างเรา สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจสุดซึ้งเลยก็คือ
บทความของคุณพี่ต่อฟีโน อยากให้คนได้อ่่านกัน เลยขออัญเชิญมาไว้ณ ที่นี้

————————————-
ผมเป็นคนทำงานโฆษณา ผมคือผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
ผมรักงาน ผมชอบทำงาน
หลายคนพูดว่าผมเป็นคนเก่ง
แต่คุณรู้ไหมว่า เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่าผมเป็นอะไร
ผมรู้สึกว่าผมเป็นแค่…
ขี้หมาก้อนเล็กๆก้อนหนึ่ง ที่อยู่บนพื้นคอนกรีต

ตอนผมอายุ25 ผมเริ่มทำงานโฆษณา
ยิ่งทำ ยิ่งรู้ ยิ่งเห็น ยิ่งศึกษา
ผมก็พบว่าแท้ที่จริงแล้ว
โฆษณาก็คือ เครื่องมือตัวหนึ่งที่จะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทของลูกค้า
ทำเงินให้เยอะๆสร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าเยอะๆเพราะลูกค้าคือพระเจ้า

หลายคนพูดว่า โฆษณาที่ดีคือโฆษณาที่ต้องขายของ
และถ้าทุกคนคิดแบบนั้น
งานโฆษณามันก็มีค่าแค่…
ขี้หมาก้อนเล็กๆแห้งๆก้อนหนึ่ง ที่อยู่บนพื้นคอนกรีต

ครับ ในตอนนั้น ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่ไม่มีค่าอะไรเลย

เพราะสิ่งที่ผมทำก็คือ
ทำหนังเท่ๆ อาร์ตๆ ตัวแสดงดูดีมีชาติตระกูล
ทำให้แบรนด์หรือสินค้านั้น สวยทันสมัย มีรสนิยม ไฮโซ
ทำให้ผู้บริโภคดูแล้วอยากได้ อยากมี อยากเท่ อยากเป็นแบบในโฆษณา
ยิ่งทำเท่าไหร่ ผมยิ่งก็รู้สึกว่าผมเป็นก้อนขี้หมาก้อนหนึ่ง
ยิ่งทำก็ยิ่งเหม็นตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็รู้ว่า
ขี้หมาอย่างผม จะหายเหม็นได้อย่างไร

ตอนนั้น ผมอายุ 29
ผมทำหนังเรื่องหนึ่ง
สินค้าคือ ธนาคารเอเชีย
เรื่องราวก็คือ
เด็กเวรๆคนหนึ่งเลี้ยงปลาทอง
ยิ่งเลี้ยง แม่ก็ยิ่งบ่น
เลี้ยงทำไมปลาทอง เลี้ยงปลาทูดีกว่า มันยังจะกินได้
การบ้านก็ไม่สนใจ
เวลากินข้าว เด็กคนนั้นก็เฝ้าดูแต่ปลาทอง
เมื่อเวลาผ่านไป ปลาทองก็เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
แล้ววันหนึ่ง
เด็กคนนั้นก็เอาปลาทองที่มีอยู่ ออกขาย
เพื่อเอาเงินมาให้แม่

ครับ มันไม่ได้เป็นหนังที่ดีอะไรมาก
ได้รางวัลหรือเปล่า ผมก็จำไม่ได้
แต่ที่ผมจำได้แม่นก็คือ
เช้าวันหนึ่งผมดูรายการบ้านเลขที่5 ทางช่อง5
พิธีกรสัมภาษณ์เด็กคนหนึ่งที่ทำเวบไซต์จนโด่งดัง
ทำเงินได้มากมาย
โดยรายได้ทั้งหมด เด็กคนนั้นนำมามอบให้แม่
พิธีกรถามว่า เขาได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร
เด็กคนนั้นตอบว่า
เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังปลาทองของธนาคารเอเชีย

ในวันนั้นเอง ผมภูมิใจมากและดีใจมาก
ที่ดีใจไม่ใช่เพราะว่า ผมกลายร่างจากขี้หมา กลายเป็นทอง
เปล่าครับ อย่าเข้าใจผิด
ผมยังคงเป็นขี้หมาก้อนเล็กๆ เหม็นๆเหมือนเดิม
แต่ผมรู้วิธีแล้วว่า จะทำอย่างไร
ให้ขี้หมาก้อนเล็กๆแห้งๆที่อยู่บนพื้นคอนกรีตอย่างผมนั้นหายเหม็น

วิธีการง่ายนิดเดียว
เราก็แค่ย้ายขี้หมาก้อนนั้นไปวางบนสนามหญ้า
แทนที่จะวางบนพื้นคอนกรีต

เมื่อขี้หมาอยู่บนสนามหญ้า
มันจะเป็นมากกว่าขี้หมา
มันกลายเป็นปุ๋ย กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับสิ่งที่อยู่รอบๆตัวมัน
ดินได้ประโยชน์ จุลินทรีย์ในดินได้ประโยชน์
ต้นไม้ ต้นหญ้า ได้รับผลประโยชน์
และเมื่อเวลาผ่านไป
ขี้หมาก้อนเล็กๆก้อนนั้น ก็ได้ซึมซาบตัวมันเองเข้าไปในดิน
ขี้หมาก้อนนั้นได้เปลี่ยนสภาพและเข้าไปอยู่ในทุกอณูของสิ่งที่อยู่รอบตัวมัน
ขี้หมาก้อนนั้นหายเหม็น

ถ้าผมทำงานโฆษณาโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับลูกค้าอย่างเดียว
มันคงหยุดอยู่แค่…พื้นคอนกรีต
แต่ถ้าผมทำโฆษณาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน
โดยคิดถึงผู้บริโภคเป็นหลัก
ทำอย่างไรให้โฆษณามีส่วนร่วมกับสังคม คิดถึงสังคม
นำเนื้อหาและปัญหาของสังคมมาตีแผ่ วิพากษ์วิจารณ์
สร้างคำถามให้กับผู้บริโภค
กระตุ้นให้คนทั้งหกสิบล้านคนทั่วประเทศได้คิด ได้มองตัวเอง
สร้างทัศนคติดีๆใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคไปพร้อมๆกับการขายของ

เมื่อนั้น การขายของจะไม่ใช่การขายของแบบเดิมๆอีกต่อไป
มันจะเป็นการขาย ที่ซึมลึก เป็นมิตร เพื่อประโยชน์ เป็นเพื่อน จริงใจ
และถ้าคุณทำแบบบริสุทธิ์ใจ
สิ่งที่คุณจะได้คือ ผลกำไรที่ยั่งยืน
มันอาจจะไม่ใช่แบรนด์ที่ทันสมัย ดูดี
แต่มันจะเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครัก

ครับ ทุกวันนี้ผมยังคงเป็นขี้หมา
เราทั้งหมดก็เป็นขี้หมา
ลูกค้าหรือเจ้าของสินค้าก็เป็นขี้หมา
เราอยู่ในธุรกิจขี้หมา
เราอยู่ในโลกทุนนิยมขี้หมาๆ

แต่ขี้หมามีอยู่ 2 ประเภท
แบบเหม็นกับไม่เหม็น

————————————-

สำหรับคนวงนอกไปอีก คุณพี่ต่อธนญชัย ศรศรีวิชัย
คือผู้กำกับหนังโฆษณาสมูทอี สสส ไทยประกันชีวิต แรงเยอร์
yellow pages,smart purse,cheer beer ฯลฯ ตาแป๊ะไก่โต้ง
เสียงบรรยายที่คุ้นหูในโฆษณาพวกนั้นก็เป็นของพี่ต่อคนนี้
เวลาเราอ่านหนังสือเสียงนี้ก็ลอยเข้ามาในหัวเลย

เคยเจอแกครั้งเดียวตอนที่มานั่งบรรยายคุยให้ชาวpropagandaฟัง
จำอะไรไม่ได้นอกจากตอนนั้นแกบอกว่า จะทำงานมันต้องตั้งเป้าให้บ้าไปเลย
คนที่มันตั้งเป้าแค่ร้อย มันจะไปมีแรงเท่าคนที่ตั้งไว้ล้านได้ยังไง
เพราะฉนั้นเป้าหมายของแกคือที่หนึ่งในโลก!
ถ้าปีนี้กูไม่ได้gold ปีหน้ากูจะเอาสองตัว!
ฟังตอนนั้นก็รู้สึกว่าแม่งบ้าพลังดี
แต่หลังจากนั้นปีสองปี ผลจากการจัดอันดับThe Gunn Report
แกก็กลายเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับหนึ่งของโลกจริงๆ!
แถมยังเป็นแล้วเป็นอีกอยู่นั่นไม่รู้กี่รอบแล้ว

ในเล่มเดียวกันนี้ยังมีคนอื่นพูดถึงพี่ต่ออยู่อีกตลอด
มีคนนึงเล่าว่าแกนั่งดูหนังที่บ้าน
เพื่อศึกษาวิธีเล่าเรื่อง ทุกวันเป็นเวลา10ปี
ตั้งแต่เป็นหน้าใหม่ในวงการ
ช่วยยืนยันกฏแห่งสิบปี
ว่าถ้าอยากเก่งอะไร จงทำไปสิบปี

ปล.ถ้าทีมงานรายการบ้านเลขที่5ได้อ่าน ก็คงภูมิใจและดีใจเหมือนกันว่า
พวกเขาทำรายการให้คนภาคภูมิใจในอาชีพของตัวเอง
แถมยังส่งผลกระทบต่อไปได้อีกไม่รู้จบ
ไม่ใช่แค่รายการขี้หมาๆอีกรายการนึง

หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 301,728 hits