เฮ้อ หมดซะที
ตอนเช้าข้อสอบเขียนคือจงอธิบายbackgroundและกระบวนการวิจัยของท่านมาสามสี่หน้ากระดาษ
กระดาษแม่งงงงใหญ่มาก กว่าจะจบหน้านึงชักแม่น้ำกันแปดสาย
งานวิจัยนี้จะbring back balance to the society บลาบลา โม้แหลก
เขียนยังกะจะเป็นนีโอthemetrix จบลงไปสองหน้าครึ่ง ก็โอเคล่ะมั๊ง

ตอนบ่ายเจอของจริง ไอ้ที่เอาไปA1ว่าใหญ่เวอร์แล้ว เจอชาวญี่ปุุ่น มันขนA0 กันไปครับ
แล้วขนกันไปแบบเยอะโครตๆ ยกมาทีมองไม่เห็นตัวคนยกเลย
เกาหลีไม่น้อยหน้า หอบเอาสมุดสเก็ตซ์กะอะไรทางบ้านมากองประมาณสามโต๊ะ
งานนี้ที่ห้องตลอดห้าชั่วโมง ไม่มีใครพูดกันเลย มีแต่สายตาชิ่งไปมาแอบดูงานกัน
เหมือนคันจิหน้ากระดานจะเขียนว่า ใครคุยเป็นเอดส์
การสอบจะrandomหมายเลขกันเข้าไปทีละคน ภาคภูมิวันนี้ดวงดีสุดยอด …คนสุดท้าย!
ลุ้นแล้วลุ้นอีก เห็นคนเดินยิ้มกันออกมาเก็บงานแล้วมันบีบหัวใจ เมื่อไหร่จะเสร็จซะทีว้า
แต่พอถึงตัวเองขึ้นมา ไอ้ที่เตรียมๆไปพูดน่ะ ไม่ถามเล้ย แถมด้วยความประหม่า ทำให้พูดจาไม่รู้เรื่องที่สุดในชีวิต ศัพท์อะไรตีกันมั่วไปโม้ด ดีว่ามีท่านอาจารย์แม่พระคนนึงคอยแปลเป็นภาษามนุษย์ให้คนอื่นฟัง
ท่าจะเป็นอานิสงฆ์จากการเป็นศิษย์จานโจ้ แต่ก็ถือว่าภาษายังใช้ไม่ได้อยู่ดี

จะสรุปไว้เป็นข้อคิดเผื่อจะมีใครสอบที่นี่นะครับ (หรืออาจจะได้สอบใหม่ปีหน้า)
1.ตอนสัมภาษณ์ ไม่ต้องกลัวพวกงานเยอะ เพราะว่ามันมีเวลาคนละสิบนาทีเอง
เราคาดว่าพวกที่หอบไปเยอะน่ะพูดไม่ทันหรอก ขนาดเรา เจ็ดแผ่นยังข้ามไปตั้งหลายอัน
พูดๆอยู่ก็จะมีระฆังดัง เหมือนโต้คารมมัธยมศึกษา วันนี้เด็ดมากมีดอกนึง กะลังชะงักเพราะนึกศัพท์ไม่ออกก็มีเสียงลุงสั่งมาว่า อีกสองนาทีนะ สองนาทีอะไรฟะ ยังเหลืออีกตั้งครึ่ง จริงๆเอางานไปซักห้าชิ้นที่ดีสุดในชีวิตน่าจะพอ เพราะแต่ละงานก็จะมีพูดคุยซักถามกันอีก
2.ถ้าต้องเอามาเทียบกันล่ะก็ ขนาดสำคัญว่ะ a1นี่ถือว่าธรรมดามาก เล็กกว่านี้จ๋อยเห็นๆ
เว้นว่างานจะดีจริงๆ ซึ่งจะไปรู้ได้ไงว่างานคนอื่นเป็นยังไง ใหญ่ๆไว้แหละดี
3.ไอ้ที่เตรียมๆคำถามตอนสัมภาษณ์มาเยอะแยะ ศิลปะญี่ปุ่นเป็นยังไง งานดีไซน์ไทยเป็นยังไง สิบนาทีมันไม่ทันถามหรอก เอาแค่อธิบายงานให้ปึ๊กๆ สำคัญสุด คิดแล้วเศร้า ไอ้ที่ตอบได้ดีสุดคือคำถามว่าคุณเป็นอะไรในgoodcitizen logo อ่อ เป็นเป็ดครับ
4.ถึงจะมีของใหญ่ๆโชว์ แต่มีอะไรเล็กๆเล่มๆให้กรรมการแบ่งกันจับเล่นได้ก็ดี งานนี้ความน่าจะเป็นบนเส้นขนานช่วยชีวิตไว้ อาจจะเป็นเพราะกรรมการไม่เคยเห็นfontไทย เลยมีเรื่องคุยกันนิดหน่อย
5.บอร์ดpresent เคยโดนอาจารย์วนิชด่าไปทีนึง คราวนี้ว่าติดเนี๊ยบแล้วนะ ความชื้นในอากาศเลยทำให้กระดาษย่น จะให้ดีติดสเปรย์กาวไปเลยดีกว่า เพราะที่นี่ญี่ปุ่น ย่นนิดนึงก็ทักแล้วอะ คุยกันแบบซีเรียสเลยนะ
เถียงกันถึงความชื้นเมืองไทยกับญี่ปุ่นไปนั่น แน่นอน ภาคภูมิเงียบกริบ ครับครับ

แต่ว่าตอนนี้ก็โล่งมากๆ มันเครียดนะเนี่ย ไม่รู้จะหาเรื่องentอีกรอบทำไม นึกย้อนกลับไปตอนมอหกก็เหนื่อยประมาณนี้เลย ต้องเตรียมอะไรที่ไม่รู้ตั้งหลายอย่าง ที่ต่างไปคือสอบเสร็จก็ไม่กลัวซิ่วแล้ว ปีหน้าสอบใหม่ก็ติดชัวร์ 555
คราวนี้วีซ่าที่เหลืออีกสี่เดือนจะเต็มไปด้วยความหรรษา
ได้ไม่ได้ก็ช่างมันล่ะ ถ้าไม่ได้จะไปเรียนเซมมงถ่ายรูปแล้วกลับไปถ่ายน้องแพนเค้กดีกว่า

พ่อแมวทามะบอกว่า “เป็นมนุษย์นี่มันลำบากจริงๆ”

tamacat.jpg

*update
น้องเกาหลีในห้องที่ไปสอบtextileปริญญาตรี ทำให้รู้ว่าnoteนี้ใช้ไม่ได้กับภาคอื่นปีอื่นมหาลัยอื่นเลย
เพราะตอนน้องคนนี้สอบโดนถามทุกเรื่อง เจอไปคนละ20นาที อาจารย์แปดคนล้อมนักเรียนเป็นวงกลม
โดนครูดุสุดๆถามว่า ‘nande,tamabi?’ (นึกถึงภาพบ.ก.runwayถามประมาณ why here?)
แกเล่าว่าเคยไปสอบอีกที่นึงคุยกันไปคนละ40นาที ไล่ยาวไปหมดจนถึงประวัติศาสตร์ศิลปะ โอ้
เพราะฉนั้นก็เตรียมตัวกันเองนะครับ

Advertisements