You are currently browsing the category archive for the ‘photo’ category.

อยู่มาหลายปี เพิ่งจะได้เข้าไปก็วันนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว หรือTokyo National Museum เพราะงานแสดงผลงานต้นฉบับ Budha ของ โอซามุ ที่จัดแสดงคู่ไปกับพระพุทธรูปโบราณ รู้ข่าวครั้งแรกก็สนุกดี
แต่เอาจริงๆงานเล็กมาก ดูแป๊บเดียวหมดเเล้ว ดีที่มันเป็นภาพต้นฉบับนั่นแหละ

แต่ที่เจ๋งมากๆ และทำเอาทุกอย่างของเดือนนี้วูบไปหมดเลย คือแผนผังของตึกพิพิธภัณฑ์
ที่ทำขึ้นเพื่อคนตาบอด เคยเห็นของMuseum อื่นที่เป็นอักษรเบรลก็น่าชื่นชมแล้ว
ที่นี่เหนือชั้นขึ้นไปอีก คือการนำMaterialจริงมาทำเป็นส่วนประกอบของแผนผัง
เช่นห้องแสดงเครื่องเคลือบก็ทำส่วนของห้องนั้นให้คนตาบอดสัมผัสแล้วรู้สึกถึงความเป็นเครื่องเคลือบ ห้องของกิโมโนก็หาเนื้อผ้ามาใช้ ห้องอาวุธก็เอาดาบมาให้จับ ทั้งหมดสามชั้น รวมทั้งบันไดห้องน้ำหรือลิฟท์ก็ทำให้เข้าใจได้ โอยยยยยย ยอมแพ้




เดินไปทางซ้ายใกล้ๆ จะมี Gallery of Horyuji Treasures
ของ Yoshio Taniguchi อยู่





นี่ขนาดมาอุเอโนะเป็นร้อยครั้งแล้วนะเนี่ย ยังเพิ่งจะได้มาที่นี่
โชคดีที่อยู่ต่อ

ช่วงนี้ไปทำงานกับคิมูระบ่อยๆ เลยได้เดินตามตรอกแถวๆโอโมเตะซานโดเรื่อยๆ
ไปเจอร้านกาแฟเล็กๆในบ้านเก่าๆ ดูด้านนอกตอนกลางวันก็คงเดินผ่านไปแล้ว
ดีว่าเห็นครั้งแรกเป็นตอนกลางคืน ร้านเปิดไฟอยู่ร้านเดียวในซอยมืดๆเลยสังเกตเห็น วันถัดมาเลยได้ไปลอง

เข้าไปมีคนขายอยู่คนเดียว จะว่าไปก็เหมือนkioskขายกาแฟทั่วไปน่ะแหละนะ
แต่นี่มันครอบอยู่ด้วยspaceแบบญี่ปุ่น และดีไซน์เนี๊ยบๆ


ป้ายหน้าร้าน ที่จะว่าเห็นชัดก็เห็นชัดดี จะว่าไม่อยากทำให้คนเห็นก็ได้ เก่งจริง

พวกpackage ก็ง่ายๆ สี่เหลี่ยม

กาแฟรสชาติธรรมดา ราคาแพงกว่าปกติ แต่อยากไปอุดหนุนอีก

ใครผ่านมาลองแวะไปดู มีสวนเล็กๆนั่งได้สองคน
http://ooo-koffee.com

เมื่อวันก่อนพี่อรุณชวนไปส่งหนังสือให้คนที่ไปสัมภาษณ์ลงart4d
เป็นตึก tokyo apartment ที่ออกแบบโดย sou fujimoto
งานนี้ไปเจอกับเจ้าของโครงการเลย ชื่อคุณอุเอดะ
เป็นลุงอายุุ60 ที่อวดว่าตึกนี้สุดยอดแบบนี้เพราะว่ามีลูกค้าเจ๋งๆแบบเขานี่ล่ะ



ตัวตึกเป็นโครงสร้างไม้ทั้งหมด มีหลายยูนิต มุดลอดไปมา เหมือนบ้านต้นไม้ ระหว่างห้องบางทีก็มีช่องแสงให้มองลอดออกไปได้ ปีนยากอยู่ลำบากแน่ๆ แต่ว่าสนุกดี ห้องที่เราไปชมชื่อsakura room เพราะเป็นห้องที่มีวิวมองเห็นซากุระที่สวนฝั่งตรงข้ามได้ ตึกจะไม่มีระเบียง เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยเวลาผู้หญิงมาอยู่จะตากโน่นตากนี่ก็จะได้ตากในห้อง




พอดูตึกได้ซักพักเราก็ย้ายมาคุยในห้องที่เป็นทั้งoffice แล้วก็บ้านของแก
คุณอุเอดะที่เขียนตำแหน่งในนามบัตรว่าเป็นproducerของตึกนี้เล่าว่า
จากที่ทำงานโรงแรมดังๆอย่างฮิลตันมาเป็นสิบๆปี ภรรยาก็มาล้มป่วยต้องมีคนดูแลตลอดเวลา
แกก็ต้องออกจากงานมาดูแล ก็มานึกดูว่าจะต้องทำอะไรให้สามารถดูเเลเมียไปได้ด้วย
ตอนนั้นก็มีบ้านที่เช่าพร้อมที่ดินอยู่หลังนึง ก็ว่าจะเอามาสร้างบ้านพักให้คนเช่าแต่ว่าตอนนั้นออกจากงานมาแล้วการจะกู้ยืมอะไรเองก็เป็นไปได้ยาก ส่งเรื่องกู้ยืมไปทุกธนาคารก็ไม่มีที่ไหนโอเคเลยแม้แต่ที่เดียว เลยหันหน้าไปปรึกษาบริษัทรับเหมา เพราะจะได้กู้เงินจากแบงค์ผ่านทางบริษัทเหล่านั้น แต่เมื่อดูแบบก่อสร้างที่บริษัทมี ก็พบว่ามันไม่สามารถสร้างความแตกต่างจากอพาร์ตเม้นต์ทั่วไป ซึ่งมีเต็มไปทั่วโตเกียวอยู่แล้ว จะไปหาสถาปนิกอื่นมาทำก็ไม่ได้ด้วย ต้องใช้ของบริษัทนี้เท่านั้น ลุงเเกเลยขอบายไปทั้งที่ไม่มีเงิน

ในระหว่างนั้นก็ตามหาสถาปนิกที่อยากจะให้มาทำงานให้ ก็ไปเจอsou fujimoto ในแมกกาซีนแนะนำสถาปนิกรุ่นเยาว์ ลุงแกบอกว่าเหมือนโทรจิตของแกพาให้มาเจอ เพราะดูจากงาน อ่านcommentแล้วก็ภาพportraitเล็กๆเท่านั้น จริงๆก็มีคนอื่นอีกหลายรายที่แกไปคุย แต่ว่าตั้งแต่ครั้งแรกแกก็บอกความจริงเขาไปหมดเลยว่าตอนนี้ไม่มีเงิน ที่ดินก็ไม่ใช่ของแก เมียป่วย งานประจำไม่มี เลยไม่ค่อยจะมีใครเอาด้วย บางรายก็โขกราคาสุดโหดกลับมา มีแต่นายfujimoto (ตอนนั้นอายุ34) นี่แหละที่คอยเทียวไปเทียวมา ลุงอุเอดะก็คงจะถูกคอกันก็เลยบอกให้ทำเต็มที่ ถือว่าเป็นผลงานของfujimoto โจทย์มีข้อเดียวคือทำให้เป็น talk of the world จนสุดท้ายแบบเสร็จออกมา ก็ยังไม่มีเงินซื้อที่ดิน fujimoto ที่ระหว่างนั้นก็พุ่งทะยานในเวทีโลกขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ใจถึงมากๆ บอกกับลุงว่า นี่เป็นผลงานที่ทำเพื่อที่นี่เท่านั้น ผมรอจนกว่ามันจะสามารถสร้างได้ พยายามด้วยกันนะลุง รอไปอีกสองปีกว่า โชคก็เข้าข้าง เพราะเรื่องกฏหมายที่คนปล่อยเช่าที่ดินนานๆจะไม่สามารถไล่คนเช่าออกไปเฉยๆได้ ต้องจ่ายเงินทดแทนซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เจ้าของที่ก็คุ้นเคยกับแกประมาณนึงก็เลยบอกแกว่าถ้าช่วยขายที่ดินแปลงข้างๆให้ ก็จะยกที่ดินของแกให้ไปเลย ซึ่งก็ขายได้ทันที แถมยังมีเงินเหลือมาทุบตึกเก่าอีก รวมเวลาทั้งหมดแปดปีโครงการก็สำเร็จ ตอนไปนั่งฟังจริงๆแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนแกมาก สิ่งที่แกบอกตลอดเวลาคือต้องไม่ยอมแพ้ เพราะมันควรจะเลิกไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว แต่ว่าถ้าแกเลิกไปก็ไม่มีงานนี้เกิดขึ้นมา เรียกว่างานนี้เกิดขึ้นมาเพราะลูกค้าจริงๆ

ใครสนใจอยากจะดูรายละเอียดพวกแปลนหาอ่านได้ในart4dเล่มที่วางบนโต๊ะนี่ล่ะ

ระหว่างที่คุยก็ขอตัวไปห้องน้ำ ยังเห็นเมียแกนอนป่วยอยู่ในห้องด้านหลังเลย คือตอนนี้ก็ไม่ได้พ้นความลำบากไปเท่าไหร่ นี่ถ้าอยู่เมืองไทยแกได้ออกคนค้นคนไปแล้วแน่ๆ แต่แกบอกว่าสิ่งที่แกต้องการนี่ไม่ใช่เงินมากๆ แค่พออยู่ได้ก็โอเคแล้ว จากความตั้งใจของเจ้าตัวอยากจะให้เป็นที่ๆคนสนุกๆมารวมกัน มีcommunicationกัน ไม่ใช่แค่เจ้าของกับคนเช่า เพราะแกก็อาศัยอยู่ข้างล่างด้วย น่าจะเป็นที่ๆทำให้ทุกคนมีความสุขได้ ตอนนี้แกก็มีเรื่องทำเพลินๆเพิ่มขึ้นมาคือคอยต้อนรับเหล่านักออกแบบและบรรดาสื่อจากทั่วโลกที่แวะเวียนมาดูงานนี้อยู่เรื่อยๆ ยังมีเรื่องสนุกๆอีกหลายอย่างที่แกอยากทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวย ทั้งจัดevent หรือว่า เขียนหนังสือ ออกทีวี
แม้แต่โครงการแบบนี้แกก็อยากจะให้มีในโตเกียวอีกซักสี่ห้าแห่ง อาจจะกระจายไปทั่วเอเชีย ถ้าใครสนใจจะติดต่อแกก็น่าจะดีนะ

พอมาถึงเกาะนาโอชิม่าอีกรอบก็เดินเล่นหางานใกล้ๆท่าเรือ
เดินเข้าซอยไปนิดมีโรงอาบน้ำเก่าที่Shinro Ohtake กับ graf เหล่าช่างจากโอซาก้า
มาทำให้เป็นงานศิลปะที่เข้าไปใช้งานได้ด้วย แต่เอาเข้าจริงเห็นแต่คนถ่ายรูปข้างนอกแฮะ


มั่วได้ใจ สมเป็นศิลปินเจ้าแห่งการตัดปะ
ที่ผนังมีปกแมกกาซีนไทยเก่าๆแปะไว้ด้วย



ลุงคนเฝ้าให้อาหารปลาทองด้านหน้า

ตอนกลางคืนก็มีเล่นไฟ

จากที่พัก เดินไปเรื่อยๆจะเป็นโครงการโรงแรมหอศิลปของคุณอันโดะ
ไว้ให้รวยๆจะกลับมาอีก

วิวจากด้านห้องอาหารริมทะเลของโรงแรม

เดินเลาะขึ้นเขาไปไม่ไกล เป็นหอศิลปBenesse House Museum
วิวดีสุดๆ spaceเปิดรับพลังธรรมชาติเต็มที่ ทั้งหาดทรายสายลมแสงดาว
น่าเสียดายที่มันมีเขตโรงแรมสุดไฮโซด้านในที่ทำไว้ให้แขกดูโดยเฉพาะอย่างเดียวด้วย


ผลงานภาพถ่ายแสดงของHiroshi Sugimoto โชว์กลางแจ้งกันไปเลย จะมีอีกรูปนึงแยกไปแปะอยู่ตรงหน้าผา


ด้านในมีงานไฟของBruce Nauman, 100 Live and Die
ตอนดึกๆสวยกว่ากลางวันเพราะห้องนี้ใช้แสงธรรมชาติจากช่องแสงด้านบน


เครื่องดื่มโอลีฟไซเดอร์รสไวน์ ทำใหม่เพื่องานนี้ อร่อยหลายสวยด้วย

วันนี้ต้องไปเกาะเจ้าปัญหา Inujima เพราะว่าจากท่าเรือทาคามัตสึที่พักอยู่
มันสามารถรับตั๋วเรือได้แค่40คนต่อวัน คนเป็นแสน วันนึงไปได้สี่สิบคน อะไรฟะ
ขนาดตอนไปถามเจ้าหน้าที่ยังถามย้ำกลับมาอีกทีเลยว่าจะเอาจริงเหรอครับมันลำบากนะ
ต้องไปรับบัตรคิวตอนเจ็ดโมงแต่ใครเร็วใครได้ มันเลยมีคนบ้าพลังไปต่อคิวกันก่อน
หกโมงกว่าๆก็รู้แล้วว่าใครอดไป เเล้วข่าวลือคือมันมีคนไปตั้งแต่ตีสาม!
อืมม จะตีสามก็เกินไป เลยเอากลางๆตื่นตีสี่ครึ่งไปถึงตอนตีห้า
ขนาดนั้นก็มีคนมารอก่อนแล้วแก๊งนึง เพราะไอ้ข่าวว่ามีคนมาตั้งแต่ตีสามนี่แหละ
เลยลำบากกันไปหมด เกาะกระหายอ๊าตกันจริงๆ

ขอตัดเข้าเกาะเลย เพราะหลับยาวบนเรือตลอดเหมือนกันก็มาถึงinujima
เกาะที่เดิมเคยเป็นโรงถลุงแร่ ตอนนี้เขาเอามาทำเป็นที่แสดงงานศิลปะ

โดยในเทศกาลนี้ก็มีผลงานใหม่ของkazuyo sejimaมาลง
จนกลายเป็นที่ๆมีผลงานของเธอเยอะที่สุดในโลก (brutus casaบอกมา)
จะเป็นspaceหนึ่งหลังพร้อมหนึ่งผลงานศิลปะคู่กันไป

มาเจอก้อนเเรกเลย




ระหว่างทางเดินไปเจอโรงเตี๊ยม ชุดโต๊ะเก้าอี้หน้าร้านน่ารัก พับเก็บกำแพงได้ด้วย

เจออีกอันนึงเป็นห้องกระจก เสียดายเข้าไม่ได้ โชว์งานอย่างเดียว



อันนี้เป็นเหมือนศาลากลางแจ้ง หลังคาเป็นรูเล็กๆแสงลอดมาเหมือนดาว


หลังนี้ดูอีกด้านเป็นบ้านธรรมดาเลย ต้องยืนอยู่คู่สวนดอกไม้
ผนังด้านซ้ายนั่นคือจอvideoartขนาดใหญ่
เข้าไปมีอีกจอนึงเป็นลูกตาใหญ่ยักษ์

เข้ามาส่วนหลักของเกาะคือ ส่วนโรงถลุงแร่เก่านี่ ข้างในถ่ายภาพไม่ได้ เป็นผลงานinstallation
ของศิลปิน Yukinori Yanagi ที่แต่ละอันสุดยอด ใช้ความเป็นตึกเก่าที่มีประวัติศาสตร์ได้คุ้มค่ามากๆ สมแล้วที่ลงเงินให้คนนี้ทำคนเดียวทั้งเกาะ



กลับมาที่ naoshima เกาะหลักที่เป็นจุดเริ่มของเกาะศิลปะทั้งหมดในแถบนี้ คืนนี้ต้องนอนที่นี่ล่ะ
ที่ท่าเรือคืองานของsanaaอีกแล้วโล่งเรียบเสาบางเหมือนเดิม

วันนี้ออกไปที่เกาะTeshima เป็นเกาะใหญ่ทีเดียว ขนาดเลือกท่าเรือลงได้สองทาง
เดินทางในเกาะต้องใช้รสบัส ทำเอาต้องตัดใจเลือกดูไปหลายงาน
แต่ว่าจุดประสงค์หลักของการมาเทศกาลนี้เกาะนี้ในช่วงเวลานี้
คือผลงานของ Ryue Nishizawa แห่ง SANAA ช่วงสองเดืิอนแรกมันยังไม่เปิด
เลยต้องเลื่อนมาเอาช่วงนี้ ซึ่งวันที่มานี่ก็เพิ่งจะเป็นวันที่สองของการเปิดทำการสดๆซิงๆ

มาถึงเปรี้ยวมาก พุ่งไปเช่าจักรยาน กะจะปั่นไปหอศิลป
ปรากฏว่ามันขึ้นภูเขา ต้องเข็นจักรยานขึ้นดอยตากแดดไปกว่ากิโล
มองไปลิบๆด้านล่างถึงได้เห็นว่าขึ้นมาสูงจริงๆ ไม่มีใครเดินเท้ามาหรอก
ระหว่างทางก็มีรถบัสผ่านไปสายตาชาวบ้านงงๆว่าพวกเอ็งจะเดินลากจักรยานขึ้นมาทำไม

เหนื่อยเเทบตาย ได้เห็นตัวตึกแล้วแต่ปรากฏว่าได้บัตรคิวเข้าตอนบ่ายสองครึ่ง คิวยาวไปโน่นแล้ว

ยังดียังพอรู้เวลาไม่ต้องต่อคิวยาวทั้งวัน เลยมีเวลาไปดูจุดอื่นก่อน
ระหว่างทางขี่จักรยานเล่นในเมืองก็เจอของฮาๆเล็กน้อย

แวะกินข้าวเสร็จก็ไปเจองานของ Olafur Eliasson ศิลปินที่เอาปรากฏการณ์ธรรมชาติมาทำงาน
งานนี้ชื่อ beauty จัดในตึกนี้

ข้างในเป็นห้องมืด มีเครื่องฉีดละอองน้ำออกมาโดนแสง ทำให้คนดูเห็นรุ้งในความมืด โหย
ถ่ายรูปเองไม่ได้ มีคนถ่ายวิดิโอไว้ ตามนี้เลย

สรุปเลยไปกินข้าวแล้วเอาจักรยานไปคืน ขึ้นบัสเเหละง่ายดี
ขึ้นเขาไปสักพักก็ลงมันกลางป่า มีทางเข้าไปชมงานTom Na H-iu ของ Mariko Mori
เห็นสภาพทางเข้าแล้วน่าสงสารคนเฝ้าใช้ได้
คือคนพวกนี้จะเป็นvolunteerมาทำงานก็จะเป็นวัยรุ่นหน่อย บางคนโชคดีได้อยู่ในเมืองกับเพื่อนๆ แต่น้องนี่ต้องอยู่ในตู้ไม้บนภูเขาคนเดียว จะโดนหมีคาบไปกินเอา

จากทางเข้าไปนิดนึงก็เป็นป่าทึบเลย นึกไม่ออกว่าจะต้องบุกไปดูงานกลางป่าแบบนี้

แต่พอขึ้นไปถึงยอด โหยยยยอีกรอบ มีหนองน้ำเล็กๆด้านบน
รอบด้านเป็นต้นไผ่ทึบล้อมวัตถุประหลาดกลางน้ำ เหมือนจะส่งเสียงออกมา
ไปอ่านเขาว่า มันจะเรืองแสงออกมาจริงๆเมื่อได้สัญญาณsupernova
ซึ่งถูกส่งข้อมูลมาจากเครื่องมือไฮเทค Super-Kamiokande ของมหาลัยโตเกียว
โธ่ แค่เอาปฏิมากรรมหินธรรมดามาตั้งตรงนี้แสงแบบนี้ ผมก็ซึ้งจะตายอยู่แล้ว


ในที่สุดก็ได้เวลากลับมาที่เมนคอร์สของวันนี้
Teshima Art Museum โดยศิลปิน Rei Naito และสถาปนิก Ryue Nishizawa
รอบข้างเป็นทุ่งนาแบบขั้นบันไดกับทุ่งดอกไม้ วิวดีหลายๆ

ตัวอาคารมีสองก้อน ดูข้างนอกไม่รู้เลยว่าข้างในจะเป็นยังไง แบ่งspaceเเบบไหน

หลังจากรับตั๋วจริง ฝากของแล้วก็ต้องเดินอ้อมไปด้านหลัง ก้อนเล็กนี่คือshop/cafe

เส้นคอนกรีต ขอบคมกริบแต่นุ่มfreeformแบบSANAA ตัดไปกับพื้นธรรมชาติ

พอผ่านโค้งไปก็มีที่นั่งบางเนียนรับกันกับทางเดิน เอาไว้ชมวิวเกาะ

หันหลังไปชมทางแห่งมรรคา จะทำทางตรงก็ได้แต่ไม่ทำ

มาต่อคิวหน้าทางเข้าอีกที จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าข้างในเป็นยังไง ตื่นเต้นดี

ปรากฏว่าห้ามถ่ายรูปแน่นอน แต่ว่าขอบอกว่าที่นี่เป็นสุดยอดประสบการณ์การชมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมจริงๆครับ ถึงชื่อของมันคือ Teshima Art Museum แต่มันมีงานชิ้นเดียว! เข้าไปจะเป็นพื้นที่สีขาวเวิ้งว้างไร้เสาไร้ผนัง มีรูใหญ่ๆขอบคมกริบอยู่สองรูรับเอาอากาศและแสงจากภายนอก ที่พื้นมีหยดน้ำวิ่งไปมาช้าๆตามแรงลม กระจายไปทั่ว บ้างก็มารวมกันเป็นแอ่งเล็กๆ รู้สึกที่พื้นเขาจะโค้ทติ้งด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้น้ำเป็นรูปทรงชัดเจนเหมือนน้ำวิ่งบนใบบัว ทุกอย่างรวมกันแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกเลย เขียนไปยังไงก็ไม่เห็นภาพนะ ลองไปดูเวบนี้เขาไปถ่ายได้ แต่ซักพักคงออกไปตามสื่อล่ะ

เเอบถ่ายด้านหน้ามาได้นิดนึง ไปอีกก้อนนึง ทางเข้าอันนี้เหมือนบ้านอนาคตในการ์ตูนโดเรมอน


ด้านในของคาเฟ่ อันนี้ที่รูรับแสงติดกระจกไว้กันฝน
เห็นสภาพรอบๆพวกสวนต้นไม้ยังไม่เรียบร้อยดี ถ้าอีกซักพักคงสวยสุดๆไปเลย
ในบรรดาผลงานทั้งหมดที่นี่เป็นที่ที่พีคที่สุดของเทศกาลนี้ คงด้วยขนาดของมันด้วย
ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาอีก สาธุ

ก่อนหมดวันไปเดินเลาะแถวท่าเรือกลับมีงานของTobias Rehberger
เป็นร้านอาหารด้วยในตัว ดูน่าอร่อยแต่ขายหมดแล้วทุกอย่างเหลือแต่น้ำ
ด้านในเป็นgraphicรุนแรง มันเข้ามุมเข้าเหลี่ยมพอดีหมดเลย
ต้องถึกมากพอดู


หมดวันไปอย่างสงบ

ดูงานที่เกาะนี้ได้ ที่นี่

ตอนบ่ายข้ามมาอีกเกาะนึงใกล้ๆกัน ogijima
ที่ท่าเรือมีคล้ายๆ information center สร้างจากตัวอักษร


เกาะนี้มีพื้นที่หาดแคบๆ มาถึงก็ต้องปีนเขากันไปเลย
ตามซอกซอยภูเขาก็จะมีงานแทรกตัวเป็นระยะ

งานpaintingของคนนี้จะกระจายไปติดตามกำแพงบ้านคนทั่วเกาะ

บรรดาเหล่าผู้ชม ที่ตรากตรำปีนเขามาดูงานศิลปะ


พอขึ้นมาสูงๆหันหลังกลับไปก็หายเหนื่อย วิวดีจริงๆ
เขาว่าเกาะนี้เป็นจุดที่เหล่าศิลปินอยากเอางานมาลงที่สุดเพราะโลเกชั่นสวยมาก


เวิ้งนี้ทำworkshopผลิตรถเข็นแบบต่างๆไปเรื่อยๆ น่ารักดี


ศิลปินจิตตกก็มี คนนี้เอาข่าวสงครามโรคระบาดคนตายอุบัติเหตุใหญ่ๆต่างๆมาแปะแล้ววาดภาพประกอบไว้ข้างๆ อีกหลังนึงเอาข่าวประกาศคนตายในหนังสือพิมพ์มาใส่ในซองแล้วเอาผงจากธูป
ใส่แขวนไว้เต็มห้อง ชั้นสองเป็นตุ๊กตาโบราณของญี่ปุ่นแบบเก่าเยินๆวางไว้เต็มห้องเหมือนกัน
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสยองมาก


อันนี้เอาพัดไม้ไผ่ญี่ปุ่นมาทำinstallationบ้านทั้งหลัง โชคดีมาตอนแดดสวยๆ


หมดวันแรกไปแบบสบายๆ ลาเกาะไปหาข้าวกินที่ฝั่ง
แถวนี้ของดังคืออุด้ง ชามนี้น่าจะไฮโซสุดของtripนี้แล้ว
เพราะหลังจากนี้หาของกินดีๆยากมาก

เข้าไปดูรายละเอียดงานต่างๆบนเกาะนี้ได้ ที่นี่

เพิ่งกลับจากการเที่ยวเทศกาลศิลปะ setouchi art festival งานนี้ไปจัดกันในหมู่เกาะ
ต้องขึ้นรถลงเรือกันวุ่นวาย นี่ยังรู้สึกเมาคลื่นมึนๆอยู่เลย
คนมากันเป็นแสนๆ เกาะแถวๆนั้นจากเดิมที่เป็นเกาะเกือบจะร้าง
มีแต่คนแก่เฝ้าบ้านก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา
เห็นคุณลุงเฝ้าท่าเรือบอกว่าทุกคนก็แฮปปี้ดีที่มีคนมาเที่ยว
ดูจากสภาพรอบนอกบริเวณแสดงงานแล้วก็ต้องทึ่งไอเดียคนคิดงานจริงๆ
เพราะมันร้างยิ่งกว่าตอนไปอาโอโมรินั่นอีก ชายหาดก็เฉยๆ อาหารก็ไม่มี
แต่งานศิลปะที่เอามาลงนี่สุดยอดมากๆ ต้องมาดูเองสถานเดียว ดีใจที่ได้เสียเงินมาดู

หลังจากขึ้นเครื่องมาลงที่ท่าเรือtakamatsu ก็ต่อเรือไปที่เกาะmegijimaเลย ขึ้นบกครั้งแรก ตื่นเต้นเหมือนในหนังสงคราม ท้ายเรือเปิดแล้วจะเจออะไรหว่า

งานชิ้นแรกเป็นป้ายนกติดเรียงเป็นแถวริมหาด ที่ป้ายข้อมูลจะมีแสตมป์เอาไว้ปั้มเป็นแรลลี่ว่าเราดูอะไรไปแล้วบ้าง

ป้ายฟ้าธงฟ้า ดีไซน์ของที่นี่ทั้งหมดน่าจะมาจากทีมnippon design center ก็โอเค ไม่หลง
ถ้าหลุดเข้าป่าไปเจอสีฟ้าแล้วจะดีใจ

ธงฟ้าเข้าไปอาคารแรก เป็นspaceนั่ง ฟังเสียงsound design จาก มหาลัยศิลปะและดนตรีAichi
ที่ทางเข้ามีกรวดหินที่มารู้ตอนเข้าไปแล้วว่าเป็นงานศิลปะเช่นกัน ประมาณว่าหลังจากนี้ต้องประสาทตื่นตัวพอสมควร อะไรก็เป็น art

ที่ฮิตของเกาะนี้คือ fukutake house ที่เอาโรงเรียนประถมมาทำเป็นห้องแสดงงาน
ป้ายและดีไซน์ต่างๆรอบตึกโดยMasayoshi Kodaira สวยงามเข้ากับตึกดี
ไอ้งานข้างในน่ะไม่เท่าไหร่ แต่บรรยากาศโรงเรียนเก่าในเกาะร้างนี่มันน่ากลัวพิลึก




ยังมีงานตามบ้านเก่าและบนชายหาดอีกเป็นระยะ
อันนี้เอาโรงเก็บของเก่ามาทำ
เดินขึ้นไปดูบนชั้นสองได้


กินข้าวเที่ยงในร้านริมหาดที่ตลอดทั้งหาดมีอยู่สองร้าน
สั่งยากิโซบะกินไปฮาๆ แกล้มกับเพลงของอาราชิที่ลูกสาวเจ้าของร้านเปิดอยู่ตลอด

ก่อนออกจากเกาะได้เจอของประหลาด มันคือโมอายของแท้จากเกาะอีสเตอร์
ไปอ่านมาว่าเอามาตั้งไว้นานพอดูแล้วด้วย
ขนมากันยังไงนี่ ประมาณว่าจะเอามาให้เป็นจุดขายของเกาะล่ะมั้ง

ดูรายละเอียดของงานบนเกาะ ที่นี่

ตึกของKengo Kuma ที่ทำเปลือกของตัวตึกที่ปรับได้ เวลาเจอแสงก็วิบวับสวยงาม
ไม่โดดเด่นมาก ตอนแรกก็เดินผ่านอยู่เหมือนกัน
มาสังเกตดูถึงได้อ๋อ แล้วก็เป็นกลายเป็นตึกนึงที่ต้องไปเยือนของginza




ปีนี้ย้ายบ้านแล้ว จะไปดูที่แม่น้ำทามะก็ไกลเกิน เลยเข้าเมืองไปดูแถวแม่น้ำสุมิดะ ซึ่งถือว่าเป็นอันใหญ่ยักษ์จุดกันทั้งแม่น้ำเลยทีเดียว เขาว่าคนจะแห่กันมาหลายแสนคน ที่ๆจะดูได้ชัดเจ๋งๆต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูในที่ๆจัดให้ ไม่สนใจกะไปมั่วๆเอาก็ต้องพบความจริงว่าคนมันมากันมืดฟ้ามัวดินจริงๆ ไอ้คนไม่เท่าไหร่ แต่ตึกที่สร้างอยู่ติดแม่น้ำมันบังเอาหมดเลย เวลาดูพลุเลยเหมือนอยู่ในสงครามกลางเมือง มีแสงและเสียงสะท้อนอยู่ตามซอกตึกบ้าง ผู้คนที่นั่งก็นั่งไปแน่นๆ ที่เดินได้ก็แห่กันไปตามแสงไฟ เจอระเบิดตรงรูไหนก็หยุดถ่ายรูปกัน มันยิงกันรอบทิศทางจริงๆ เดี๋ยวบึ้มเดี๋ยวบึ้ม สะเก็ดระเบิดปลิวว่อน ท่วมหัวไปหมด บางอันตึกบังแต่เห็นสะท้อนในกระจกของตึกตรงข้าม ไม่ได้เห็นเต็มๆซักลูกแต่ก็สนุกดี เหมือนอยู่กลางสงครามดอกไม้ไฟ





หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 248,592 hits
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 33 other followers