You are currently browsing the monthly archive for ตุลาคม 2009.


เห็นอยู่นานไม่ได้สนใจ วันนี้ไปเจอshopเปิดใหม่ที่ใต้parcoชิบุย่า ทำไมแปลกๆตา
Tomatoแน่ๆ แล้วก็ใช่จริงๆ คนขายบอกว่าทั้งsimon taylor และ tota hasegawa เข้ามาดูแลทั้งแบบฟอร์มของกระเป๋าใบใหม่และการdisplayร้านด้วย
ใบละหกพันเยน เลือกไม่ถูกเลย รอถูกหวยอีกตามเคย
มีอีกหลายลายอันไหนก็มึน
โอมาเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ รอบนี้ถือเป็นรอบสั่งลา
ไปมาสองงานแล้วคือ kit25 ของ
ที่Shop BTF ร้านคนเล่นของที่เปิดเป็นgalleryด้วย ตึกยังกะโรงงานลึกลับดี

อีกงานวันนี้ผลงานของ akiman ผู้วาดsteetfighterให้กับcapcom และทำให้โอเป็นโอในทุกวันนี้
งานนี้ไปจัดที่เมดคาเฟ่แถวอากิบะ เจอน้องๆเข้าไปไม่รู้จะดูงานหรือดูคน ติดใจเลย
น่าจะไปตั้งนานแล้ว55 แต่งานsketchของakimanก็เจ๋งจริงๆ ได้เห็นภาพที่จะถูกเอาไปทำเป็นตัวเกมด้วย โอบอกว่าเป็นspining bird kickของstreet fighter 3 สมเป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ

ไม่กล้าถ่ายรูป ดูดมาแปะซะกันลืม

วันก่อนชาวโปสเตอร์ดีไซน์กำลังติดงานกันอยู่ เลยเข้าไปแจม
ในรูปซ้ายไปขวาคือยูน,อาเหม็ดจากจอร์แดนและเอโต้ซังชาวญี่ปุ่น
เอโต้ซังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านกราฟิกที่กำลังจะจบพร้อมกัน เป็นศิษย์เอกอาจารย์ซาโต้ เพราะอยู่กันมาเป็นสิบปี ตรีโทเอก แถมตอนนี้ยังเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศอาจารย์อีก โชคดีที่ได้รู้จักเพราะว่าเป็นคนเก่่งมาก เห็นงานแล้วมีแรง สรุปกับยูนแล้วว่าเป็นคนเก่งที่สุดที่ได้รู้จักในทามะบินี่ เลเวลคนละชั้นกับเด็กปริญญาโทเลย งานเขาวิจัยในเรื่องเอกลักษณ์ของดีไซน์ญี่ปุ่นโบราณ ทำมาตั้งแต่เซียมซีญี่ปุ่นแบบใหม่ ตอนปริญญาโทก็ออกแบบตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล(kamon) ตอนนี้เขาทำโปสเตอร์ละครโน (Noh) ล่าสุดที่งานเทศกาลโปสเตอร์โทยาม่าก็ได้รับเลือกเข้าไปเป็นfinalist
ดูงานเขาแต่ละชิ้น ของจริงสวยกว่าหน้าจอสิบห้าเท่า
ดูมันแตกฉานด้านสีและฟอร์มแล้วจริงๆ




เซตซูโม่นี่ได้รางวัลที่ toyama

ทำidentityให้คาเฟ่บาร์แห่งนึง




ที่น่ารักดีคือเห็นทำงานแบบนี้แต่มีภรรยาทำงานอยู่sanrio
ซึ่งก็เจอกันที่ทามะนี่เหมือนกัน สงสัยจบไปแล้วคงต้องพยายามทำงานประกวดให้ได้เจอกันอีก

เห็นงานแค่บ้านหลังเดียวก็รักเลย น่ารักขนาดนี้
จะลงหนังสือกี่เล่มๆ ขนาดในเวบก็มีชิ้นเดียว
เป็นสถาปนิกบ้านเดี่ยวจริงๆ

สุดยอดการออกแบบซีดีในตำนาน คราวนี้มาในสีดำ
จะมีปัญญาซื้อไหมนี่
ได้ข่าวมาจาก http://www.farrowdesign.com/new/ เดี๋ยวนี้เขามีRSSแล้ว
วันสุดท้ายก่อนกลับเป้าหมายคือ
Aomori Contemporary Art Center ของอันโดะ
ปรากฏว่าไต้ฝุ่นมาถึงพอดี ขอบคุณมาก
แต่ก็ยังอุตส่าห์ฝ่าพายุเดินเข้าป่าไป ร่มแทบจะไม่มีประโยชน์
ไม่มีแรงจะสัมผัสความงามแล้ว ก็เลยกดๆๆแล้วก็หนีเข้าเมืองเลย
ตลกดี คนอื่นเขาไปสัมผัสการหน่วงเวลาต่างๆนาๆของอันโดะ
แต่พวกเราวิ่งไปวิ่งกลับ ยิ่งกว่าทัวร์ชะโงก
ถ้ามีโอกาสก็น่ากลับไปอีกสักครั้ง



ไปมาครบทุกที่ สรุปว่าต้องมาซ้ำที่นี่แหละ รอบนี้ไม่สนใจความงามใด กลับมากินอย่างเดียว ตอนเช้าก่อนออกตัวก็แวะตลาดซัดโฮตาเตะไปอีกรอบ
ก่อนจะไปเดินหาซูชิกินริมทะเล ไปๆมาๆ หลง จริงๆก็เพลินอยู่แต่จะเสียเวลากินเกินควรเลยกลับมาย่านเจริญๆ เพื่อมากินซูชิหมุน ปรากฏว่าอร่อยสุดขีด
มีระบบรางเลื่อนสองเลน แล้วของหวานเป็นเมลอนลอยมา โหย ตายไปเลย
ก่อนออกจากร้านเห็นโปสเตอร์ว่าเพิ่งเปิดที่ tokyo midtownด้วย แพงแหงๆ ดีที่มาเที่ยวไม่งั้นก็คงไม่ได้เข้าไปกินหรอก

ออกมาหน้าร้านมีกระต่าย(คน?)ดังปักหลักให้นักท่องเที่ยวลูบๆคลำๆเล่น รถทัวร์ก็มาจอดข้างหน้าเลยลุงป้าชาวญี่ปุ่นก็มาลูบๆๆ ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็เดินไปช๊อปต่อ กระต่ายมันคงจะงง แต่ว่าท่าทางจะดังจริงมีลงหนังสือพิมพ์ด้วย

ต่อด้วยของหวาน เป็นคาเฟ่ขนมญี่ปุ่นแต่งเเบบยุโรปมีชื่อแถวนั้น แต่งร้านแปลกๆอยู่แต่ว่าไอติมอร่อยสุดๆ งบเริ่มร่อยหรอเลยกินได้เซตเดียว

ข้ามเมืองไปดูสวนดาว ไม่หิวแต่อยากลอง เพราะว่ามีแต่รูปคนดังติดเต็มหน้าร้าน
ทั้งที่มันไม่น่าอร่อยเลย ในร้านมีแต่รูปนางฟ้าเทวดา แต่ว่าเออ ก็อร่อยสุดๆอีกแล้ว ราคาก็ดี มาขายโตเกียวแพงกว่านี้ได้แน่ๆ รู้สึกจะชื่อแฮปปี้ปิเอโร่อะไรทำนองนี้
เห็นมีสาขาแถวๆตึกอิฐด้วย

คราวนี้อิ่มจริง เลยว่าจะไปแวะออนเซนแช่เท้า ปรากฏว่าเข้าฟรีด้วย
พอไปถึงที่ก็รู้ว่าทำไมมันฟรี พี่เล่นเอามาตั้งไว้กลางสี่แยก เดินข้ามทางม้าลาย ถอดรองเท้าแช่โลด ไม่ได้ฟีลเลย แต่ก็ยังอุตส่าห์ลองนิดนึง มีเพื่อนเป็นลุงแถวนั้นแช่อยู่คนนึง

มื้อสุดท้ายคือราเม็งของฮาโกดาเตะ ของขึ้นชื่ออยู่แล้วไม่มีผิดหวัง
อิ่มไปถึงวันถัดไป
ก่อนกลับแวะดูขนม ตังและพื้นที่ในท้องหมดเกลี้ยงเลยไม่ได้อะไร
แต่ว่าถุงขนมอันนี้สวยงามที่สุดในร้าน

วันนี้มุ่งหน้าไปเมืองTowada ที่Ryue Nishizawaพึ่งจะมาสร้างหอศิลปประจำเมืองไป พอไปถึงก็ตกใจกับสภาพของเมืองร้าง นี่พวกเขาเอาเงินก้อนสุดท้ายที่มีไปสร้างหอศิลปรึเปล่านี่ เรียกว่านอกจากตึกนี้ก็ไม่มีอะไรรอบๆเลย ร้างสุดๆ
อาจจะไม่ใช่ไฮซีซั่นแต่ก็น่ากลัวว่าพวกชาวเมืองอยู่กันได้ยังไง


มาถึง Towada art museum บรยากาศคล้ายๆที่kanazawa แต่ไม่มีกรอบวงกลมมาล้อม และดูประหยัดกว่า เดินวนเข้าออกได้อิสระดี กิจการดูท่าจะไปได้ดี ฝั่งตรงข้าม เลยมีสวนประติมากรรมที่กำลังก่อสร้างกันอยู่ เห็นงานของป้าจุดมาลงหลายตัวอยู่ อีกซักสองสามปีน่าจะกลับไปดูว่างานศิลปะจะสร้างเมืองนี้ได้อย่างที่เมืองดังๆอื่นๆทำได้มั้ย




จากหอศิลปก็ไม่มีที่ไปเเล้วเลยจับรถบัส เข้าป่า ไปดูทะเลสาบTowada กว้างใหญ่กว่าที่คิดเยอะ มีเรือน้องเป็ดให้ถีบเล่นเลยออกไปโดดเดี่ยวตัวเดียวกลางทะเลสาบยักษ์ ออกไปไกลๆแล้วไม่รู้ทำไมน้ำนิ่งๆมันรู้สึกเคว้งคว้างน่ากลัว เจอคลื่นแค่ลูกเดียวก็เหวอจนต้องรีบกลับเข้าฝั่งเเล้ว เป็นประสพการณ์การถีบเป็ดครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ



ที่ร้านอาหารท่าทางง่อยๆริมทะเลสาบมีซุปเต้าหู้กับเห็ดสามชนิด อร่อยเด็ด

ขากลับเกือบจะได้นอนในป่าเพราะรถบัสจากทะเลสาบหมด เลยต้องไปต่อรถเอากลางป่าตรงร้านขายของที่ระลึกที่ปิดแล้ว มองไปเห็นแต่ขอบภูเขาสีดำทมึน เพราะว่ามันตัดแต่ถนนเข้าป่า ไม่มีไฟถนน รอรถแค่ยี่สิบนาทีแต่ลุ้นแล้วลุ้นอีก หนาวก็หนาว สุดท้ายก็กลับมาจนได้ เที่ยวครั้งนี้สัญชาติญาณพาไปล้วนๆไม่ได้วางแผนอะไรเลย หนุกดีเหมือนกัน
มุ่งหน้าสู่เกาะเหนือ อากาศดีสุดๆ เย็นสบาย บ้านเมืองน่ารัก มีรถรางน่ารักวิ่งไปวิ่งมา ตึกเก่าๆสวยๆได้อิทธิพลของยุโรปเต็มเมือง เพราะเป็นเมืองท่าก็มีย่านตึกอิฐแดงเหมือนที่โยโกฮาม่า แต่ข้างในเป็นห้างเฉยเลย






หมีจ้องมือ…ชื่องานเขียนไว้อย่างนี้จริงๆ น่ารักดี

ตอนเย็นขึ้นหอไปดูวิวไม่พอ ค่ำแล้วก็ขึ้นเขาไปดูในความสูงสามเท่า
มันไม่มีตึกสูงเลยต่างจากที่โตเกียวพอสมควร สมแล้วที่ชมกันว่าเป็นหนึ่งในสามnight viewของโลก แต่ถ่ายไม่ได้อย่างที่เห็นตามเคย


เมืองนี้ปิดเร็วมาก สี่โมงเลิกร้านกลับบ้านกันหมด
แต่ว่าได้เจอหอยโฮตาเตะเผาอร่อยโครตๆ ท้ายตลาด
ไม่คิดว่าจะได้เจอหอยที่อร่อยกว่าปูได้ ไม่เห็นเขาปรุงอะไรเลย
เอาเครื่องพ่นไฟเผา ตัดสี่ชิ้นเสร็จก็เสิร์ฟแล้ว
ให้นั่งรถไปอีกสองชั่วโมงเพื่อกินเจ้านี่อย่างเดียวก็เอานะ

ไปก่อนหนาว ช่วงฝนตก ตกทั้งสองวันแต่พอจะเดินเที่ยวก็หยุด
ฝนหยุดแล้วอากาศก็ดีใช้ได้เพราะอยู่ติดทะเล
วันแรกก็ได้แต่เดินๆในเมือง ร้างมากๆจนน่าตกใจ
แทบจะไม่มีอะไรกิน ไม่คิดว่าจะเงียบเหงาขนาดนี้

ตอนกลางคืนกลายเป็นเวทีdaftpunkขนาดยักษ์

ในเมืองไม่มีที่ไป รุ่งขึ้นเลยพุ่งไปเป้าหมายของtripนี้อันดับแรก
นั่งรสบัสที่มีชั่วโมงละคันออกไปยี่สิบนาทีก็เจอกับก้อนขาวยักษ์ที่ชายป่าเนินเขา
มองไปคนเยอะกว่าห้างในเมืองอีก แต่ว่าไม่ผิดหวังแม้แต่น้อย









เรียกว่าเป็นหอศิลปที่graphic designเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับspace คงคุยกันมาอย่างดี พระเอกทั้งสองทำหน้าที่ประสานกันอย่างเนียนตาไม่มีหลุด ลูกศรชี้ทิศทางแทบจะมีสัดส่วนเดียวกับราวบันได เครื่องแบบstaffในนั้นก็ออกแบบโดยmina perhonen เลยเนียนเข้าไปอีก ถ้าหิมะตกขาวๆตัดกับส่วนกำแพงสีน้ำตาลเข้มคงงามไปใหญ่
fontที่ออกแบบมาก็ใช้งานคุ้มมากๆ เข้าไปใช้อยู่หมดทุกส่วน ทั้งlocker ที่วางร่ม ขนาดตัวเลขนาฬิกายังเอาไปใช้ รู้สึกว่าผู้คนเขาก็เข้าใจความสำคัญของgraphicที่มีต่อตึกนี้ เลยเห็นผลงานอื่นๆของbluemarkเต็มไปหมด ในshopก็มีขาย ในห้องสมุดก็มีโซนหนังสือที่ลงผลงานของbluemarkทุกเล่มคู่กับโซนของสถาปนิกAoki Jun เห็นแล้ว โหย ได้ทำงานอย่างนี้คงตายตาหลับ
ยังไม่กลับ พรุ่งนี้หอศิลปปิด เลยว่าจะไปปีนเขาที่ฮาโกดาเตะ

ความเห็นล่าสุด